วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รีวิว Android App สำหรับเด็กจาก BR3SOFT

แนวคิดเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัวด้วยการเขียนให้ลูกสาวเล่น นำไปสู่การแบ่งปันให้กับเด็กๆ BR3SOFT เริ่มต้นด้วยการพัฒนา App แนว Flash Card เพื่อให้เด็กมีความคุ้นเคยกับ ศัพท์ต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ต่อยอดไปสู่เกมส์ ทายคำศัพท์ ที่เด็กอาจเคยเล่นจริงในห้องเรียนกับคุณครู มาแบ่งปันประสบการณ์และสิ่งดีๆ ให้เด็กๆและเพื่อนๆ น้องๆ นักพัฒนาที่พอมีเวลาว่างมาอ่าน และตั้งใจทำสิ่งดีๆ ให้เด็กๆ กัน

App ตัวแรก "ศัพท์เด็ก 3+" (Kids Vocab)

รายการคำศัพท์ 200 กว่าคำที่เด็กเล็กควรรู้จักก่อนเข้าโรงเรียน แบ่งคำศัพท์เป็น 14 หมวด: สมาชิกในครอบครัว, ส่วนต่างๆของร่างกาย, อาชีพที่ควรรู้จัก, สถานที่ต่างๆ, สิ่งที่อยู่ในห้องนอน, ยานพาหนะ, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ดอกไม้, ผัก, ผลไม้, อาหาร, สัตว์ต่างๆ, สิ่งรอบตัว, และคำเชื่อมที่ใช้บ่อย
*** App ตัวนี้ได้แรงบันดาลใจจากน้องเรนนี้ ลูกสาวคนเล็กครับ***

คุณสมบัติหลัก
+ มีภาพพร้อมเสียงบรรยาย สามารถกดฟังคำศัพท์ ไทย-อังกฤษ ของแต่ละคำได้
+ สามารถกดที่ภาพใหญ่ เพื่อฟังคำบรรยายที่เป็นประโยชน์ที่เน้นสอนให้เด็กเป็นเด็กดี
+ ตั้งค่าผู้ใช้ เด็กหญิง เด็กชาย เพื่อเปลี่ยนสีของโปรแกรม (เด็กชาย: สีฟ้า, เด็กหญิง: สีชมพู)

ติดตามดาวน์โหลดได้ที่ http://play.google.com/store/apps/details?id=com.br3.kidsword


App ตัวที่ 2 "ฉันคืออะไร?" (What Am I)


เกมส์ปริศนาคำทาย "ฉันคืออะไร?" ที่มีเสียงคำถาม ให้เด็กฝึกใช้ความคิดและเลือกคำตอบที่ถูกต้อง โดยเด็กสามารถฟังเสียงตัวช่วยเพื่อประกอบการตัดสินใจตอบ สามารถเพิ่มระดับความยากได้โดยการปิดรูปภาพตัวช่วย (สำหรับเด็กโต) คุณพ่อ-คุณแม่ และคุณครูสามารถเล่นกับเด็กๆ ได้


ตัวอย่างคำถามเช่น
"เธอปั่นฉันเที่ยวเล่นไปที่ต่างๆ ฉันคืออะไร?"  --> คำตอบ "จักรยาน", "มอเตอร์ไซต์", "เกวียน", "รถม้า"
คำตอบคือ? --> จักรยาน  ...(ถ้าตอบผิด จะได้หน้าบึ้งแบบเพิ่มระดับความเครียด ถ้าตอบถูกได้หน้ายิ้ม)

*** App ตัวนี้ได้แรงบันดาลใจจากน้องเรย์ พี่สาวของเรนนี่ที่จำจากคุณครูที่โรงเรียนมาทายเล่นกับคุณพ่อ***

คุณสมบัติหลัก
+ เด็กๆ จะได้สนุกกับคำถามทั้ง 4 หมวดคือ ร่างกาย สิ่งต่างๆ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานพาหนะ และแบบรวมทุกหมวด
+ ผู้ปกครองสามารถตั้งค่าจำนวนข้อที่ต้องการทำได้เช่น ทำทีละ 5, 10, 15, 20, 25, 30ข้อ หรือทำทั้งหมด
+ สามารถตั้งค่าการซ่อนรูปภาพคำตอบ เพื่อให้ยากขึ้นสำหรับเด็กโต (ใช้การฟังเสียงอย่างเดียว)
+ สามารถบันทึกคะแนนในการทำแต่ละครั้ง แยกตามชื่อผู้เล่น และหมวดคำทาย และกลับไปดูลำดับคะแนน (High Score ที่ทำแข่งกัน)
+ ข้อสอบจะสุ่ม ลำดับของคำถาม และลำดับของการตอบ ทำให้การทำแต่ละครั้ง ความยาก-ง่าย จะแตกต่างกัน
+ สามารถแชร์คะแนนให้เพื่อนๆ ผ่านอีเมล์ หรือ เครือข่ายสังคมเช่น Facebook, Line

ติดตามดาวน์โหลดได้ที่ http://play.google.com/store/apps/details?id=com.br3.whatami


คุณพ่อ-คุณแม่ สามารถพบกับ App ดีๆสำหรับเด็กเล็ก จาก BR3SOFT ได้ที่ Play Store แล้ววันนี้

https://play.google.com/store/search?q=BR3SOFT&c=apps


คำค้นแนะนำใน Play Store:  "ศัพท์เด็ก" , "ฉันคืออะไร", "BR3SOFT"  (ตัวใหญ่หมดนะครับ)

** ไว้มีเวลาจะมาเขียนเรื่อง วิธีเขียน App เทคนิคการใช้เครื่องมือใน Internet ในการสร้าง Content แบบประหยัดเวลา ให้กับ App รวมไปถึงเทคนิคการทำรายได้จาก App การโปรโมทและการวิเคราะห์ ให้กับผู้ที่สนใจและมีเวลาว่างในการสร้าง App ดีๆให้เด็กไทยกันครับ มาช่วยกัน ^_^ "

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Kids Word แอพพลิเคชั่น Android สำหรับเด็กก่อนวัยเรียน

โปรแกรม Kids Word ประกอบด้วยคำศัพท์ 257 คำ สำหรับเด็กก่อนวัยเรียน (อายุ 1-3 ขวบ) ตามผลการสำรวจคำที่เด็กไทยก่อนวัยเรียนควรรู้จัก บวกกับที่ผู้พัฒนาเพิ่มเข้าไปอีกบางส่วนแบ่งตามหมวดหมู่ดังนี้

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.br3.kidsword

Version แรก
1. ครอบครัวของฉัน    15 คำ
2. ร่างกายของเรา       21 คำ
3. อาชีพที่ควรรู้จัก      16 คำ
4.สถานที่ต่างๆ           13 คำ
5.ห้องนอนของฉัน       11 คำ
6. ยานพาหนะของฉัน    8 คำ
7.เครื่องใช้ไฟฟ้า        10 คำ

การ Update ครั้งที่ 2 (กลางเดือนสิงหาคม 2556)
8.ดอกไม้แสนสวย        7 คำ
9.ผักมีประโยชน์         13 คำ
10.ผลไม้น่ากิน           22 คำ
11.อาหารแสนอร่อย    12 คำ
12.สัตว์โลกน่ารู้          24 คำ

การ Update ครั้งที่ 3 (ปลายเดือนสิงหาคม 2556)
13.สิ่งต่างๆรอบตัวเรา   24 คำ
14.คำเชื่อมที่ใช้บ่อย    61 คำ

ใครที่มีลูกหรือหลานในวัยก่อนเข้าอนุบาลแนะนำใหดาวน์โหลดไปให้เด็กใช้ครับ หรือคุณครูเตรียมอนุบาลสามารถติดตั้งให้เด็กเล่นได้ โดยเด็กสามารถดูภาพ กดที่ปุ่มคำศัพท์เพื่อฟังเสียงภาษาไทย และภาษาอังกฤษ รวมถึการกดที่รูปภาพพื่อฟังเสียงคำอธิบายภาพ ทำให้เด็กได้รับทั้งความรู้และความสนุกสนาน

หมายเหตุ:
โปรแกรมนี้พัฒนาเพื่อให้ลูกสาวได้เล่นเพื่อพัฒนาทักษะ จึงมีเจตนาในการเผยแพร่ฟรี (แอบติดโฆษณาเป็นค่าขนมให้เด็กน้อยด้วย ยังไงช่วยกดกันด้วยนะครับ ^_^) หากมีเนื้อหาภาพ และข้อความส่วนหนึ่งส่วนใดที่ไม่ถูกต้องท่านสามารถแจ้งมาได้ครับ เพื่อพัฒนาให้เด็กไทยได้มีโปรแกรมฝึกฝนทักษะที่ถูกต้องด้านวิชาการและสนุกสนานในการเล่น

และหากเกิดปัญหาในการติดตั้งหรือการแสดงผลไม่ถูกต้องเนื่องจากรุ่นของโทรศัพท์หรือแท็ปเล็ต สามารถแจ้งมาได้ครับเพื่อที่จะได้ปรับแต่งให้สามารถใช้งานกับอุปกรณ์ของท่านได้

ภาพที่ใช้ประกอบเป็นภาพที่ดึงมาจากอินเตอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ หากพบว่ามีภาพส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นการละเมิดลิขสิทธ์ของท่านหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถแจ้งนักพัฒนาเพื่อให้ปลดออกและเปลี่ยนเป็นภาพอื่นได้ครับ (ถ้าจะกรุณาสนับสนุนภาพเพื่อการศึกษาของเด็กๆ ก็ยินดีครับ)

Kids Word by Vittayasak Rujivorakul แอฟฟรีที่ผู้ปกครองและคุณครูควรติดตั้งเพื่อสร้างพัฒนาการให้กับเด็กๆของท่าน

สำหรับโรงเรียนหรือคุณครู อนุบาลและประถม ที่มีเนื้อหา (ที่ไม่ละเมิดลิขสิทธ์ของผู้อื่น) ต้องการอยากทำเป็น App บน Android หรือ iOS ถ้าสนใจก็ติดต่อมาได้ครับที่ 08-1494-3216 หรือ email: vittayasak@gmail.com ยินดีทำให้ฟรีเพื่อการศึกษาของเด็กๆ (ถ้าเป็น อนุบาล 2 กับ ป.3 จะทำให้เร็วหน่อยเพราะทำให้ลูกสาวด้วยครับ ^_^)

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เป็นบัณฑิต ต้องคิดไกล

และแล้วก็หนี่ไม่พ้น กฏ 7 วัน พอกลับเชียงรายก็ไม่ค่อยได้มีเวลาเขียนเลย วันนี้ถือเป็นวันดีเนื่องจากพรุ่งนี้จะเป็นวันพระราชทานปริญญาบัตร ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่เชียงราย เลยถึงโอกาสกลับมาเขียนอีกรอบ เพื่อเสนอแง่คิดให้กับ ศิษย์รักทุกท่าน ที่ผ่านมาอ่าน

หลังจากผ่านความลำบากยากเข็นของชีวิตปริญาตรี สุข ทุก เศร้า เคร้าน้ำตา ดราม่าบ้าง เฮฮาบ้างตามประสา (ทำงานส่งข้ามคืน, ปั่นโปรเจ็คก่อน present ฯลฯ) ตอนนี้หลายๆคนกำลังดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความสุข ร่วมกับเพื่อนๆ พี่ๆ และครอบครัว ที่มาร่วมแสดงความยินดีครั้งหนึ่งในชีวิต ผมเองในฐานะอาจารย์ที่คอยเฝ้ามองดูพัฒนาการของพวกเราตลอดมาก็พลอยชื่นใจไปด้วย เลยอยากจะฝากข้อคิดและแง่คิดไว้ให้บัณฑิตใหม่ทุกท่านด้วยละกันนะ

สำหรับคนที่ทำงานแล้ว เลือกเดินในสายอาชีพ
ส่วนใหญ่การรับปริญญาจะทำหลังจากจบแล้วประมาณ 1 ปี หลายๆคนคงทำงานกันเป็นหลักแหล่งแล้ว บางคนอาจจะเปลี่ยนที่ทำงานไปหลายที่แล้วก็ได้ สิ่งที่อยากจะบอกคือ "ทำงานครั้งแรกของคุณให้ดีที่สุด แล้วมันจะเป็นใบเบิกทางที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ"  หลายคนมองงานที่แรกเป็นทางผ่าน ทดลอง ไม่ใช่ก็เปลี่ยน ... แต่นั่นจะเป็นบททดสอบทั้งในด้าน ความอดทน ความสามารถในการปรับตัว ความสามารถในการเรียนรู้ และการเข้าสังคมคนทำงาน ... ซึ่งไม่มีสอนในห้องเรียน ดังนั้นทำมันให้ดีที่สุด แล้วการสมัครงานที่ใหม่ของคุณจะไม่ต้องใช้ใบ Transcript อีกเลย

สำหรับคนที่เลือกการเรียนต่อ (เป็นอาชีพ)
คงมีหลายเหตุผลที่หลายๆ คนเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาโท สิ่งที่อยากจะบอกคือ "อย่าเรียนอย่างเดียว ให้หาความรู้และประสบการณ์ควบคู่ไปด้วย" เพราะไม่ว่าจบมาแล้วคุณจะเลือกทำงาน หรือไปเป็นอาจารย์ หรือประกอบกิจการส่วนตัว ... เราไม่สามารถใช้แค่สิ่งที่เรียนมาใช้ในการทำงานได้ ... หากเป็นไปได้และไม่เหนื่อยจนเกินไป ให้ลองพยายามหาอย่างอื่นทำไปด้วย เช่นการรับ Job ที่เกี่ยวกับสาขาที่เราเรียน การเข้าไปช่วยงาน Advisor (อาจจะในฐานะผู้ช่วยวิจัย หรือทำงาน project) สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเติมเต็มประสบการณ์ให้กับเราเป็นอย่างดี

อย่าลืม.. งาน กับ การเรียน ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต
ยังมีสิ่งสำคัญอีกมากมาย ที่เราต้องคิดถึงและให้ความสำคัญ ความรัก ครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ผู้มีพระคุณ รวมไปถึงการวางแผนระยะยาวให้กับชีวิต อย่าบ้างาน และบ้าเรียน จนลืมสิ่งเหล่านี้ เพราะถ้าคุณลืมพวกเค้า ... พวกเค้าก็ลืมคุณได้เหมือนกัน ... และสุดท้ายสิ่งที่ทำไปทั้งหมด ผลอาจจะเป็นแค่ความว่างเปล่าก็ได้

ใช้เงินอย่างรู้ค้า รู้จักการเก็บออม และการลงทุน
ผมเจอมาหลายคน ทำงานเป็น 10 ปี ถามดูอีกที มีแต่บ้าน รถ ลูกน้อย และหนี้สินกองโต (จากสิ่งที่ซื้อๆ มา)  บางคนยังต้องกลับไปรบกวนพ่อแม่อยู่เลย บางคนมีหน้าที่การงานที่ดี ได้เงินเดือนเยอะมากถ้าเที่ยบกับคนอื่น แต่ก็ยังรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต (ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเก็บเงินได้เกิน 30% ของรายได้ ถ้าตั้งใจจะทำ)... ดังนั้น ผมแนะนำให้เริ่มศึกษา การวางแผนชีวิต และการลงทุนตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่เดือดร้อนครอบครัวในวันข้างหน้า .. เลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวคุณ การเก็บออม การซื้อกองทุน การซื้อหุ้น VI การลงทุนเปิดกิจการ การร่วมทุน การซื้ออสังหาแล้วปล่อยเช่า ... ลองศึกษาให้ดึแล้วคุณจะพบช่องทางที่เหมาะกับคุณเอง ถ้าใครวางแผนเกษียณจากงานที่ต้องทำให้คนอื่น มาทำงานที่เราคิดเองทำเองแล้วละก็ ต้องยิ่งรีบคิดให้หนัก อย่าปล่อยเวลาให้ศูนย์เปล่า เพราะการศึกษาเรื่องการลงทุน คือการลงทุนชนิดหนึ่ง

ชีวิตเท่านั้น สำคัญที่สุด
ถ้าคุณอยากมีชีวิตยาวๆ ควรใส่ใจเรื่องสุขภาพให้มาก หมั่นออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์  ทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ไว้เผื่อยามฉุกเฉินจะได้ไม่เดือดร้อนมาก อย่าโหมงานจนเกินควร ใช้ชีวิตให้สมดุลย์ กินบ้าง เที่ยวบ้าง ตามสมควร แล้วชีวิตจะยืนยาว

มีเหลือ ให้เผื่อแผ่
เมื่อคุณมีเหลือแล้ว ให้รู้จักเผื่อแผ่คนอื่นบ้าง แม้สิ่งที่ได้รับกลับมาจะไม่ใช่ชื่อเสียง เงินทอง แต่มันก็เป็นความสุขที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นที่เค้ายังไม่ได้โอกาสเหมือนเรา ... มีเงินเหลือ ก็ให้รู้จักแบ่งปัน ลองดูพวกการบริจาคทุนการศึกษา ให้กับน้องๆ ที่เค้าไม่มีโอกาส ... มีความรู้เหลือ ก็ให้รู้จักเผยแพร่ ความรู้เป็นสิ่งพิเศษ ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ เราจะได้รับมุมมองและแง่คิดใหม่ๆ เสมอเมือเราสอน หรือให้ความรู้ ... พวกพี่ๆ ทีจบไป ทำงานแล้ว อาจจะรวมตัวกันกลับมาให้ความรู้กับน้องๆ เพื่อที่จะได้เดินถูกทาง และสร้างโอกาส

...
ผมรู้สึกดีใจ และภูมิใจ กับทุกคนที่สามารถฟันฝ่า มาจนถึงจุดนี้ได้ ขอให้ช่วงเวลาต่อจากนี้ เป็นช่วงเวลาแห่งโอกาส และการแสวงหา ให้ได้พบกับคนดีๆ สิ่งดีๆ และเจริญยิ่งด้วย สติ ปัญญา และการกระทำครับ

Aj.Bee

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

วัยเด็ก วันเด็ก เกินเด็ก

เอานะ เขียนตามเทศกาลกันหน่อย ใกล้วันเด็กกันแล้วหลายๆ คนที่เลยวัยเด็กคงจะหวนคิดถึงตอนที่เป็นเด็กได้ว่ามันสนุกขนาดไหน อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทุกสิ่งสัมพันธ์กัน เด็กในวันนี้ จะต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า (อืมม แล้วพวกเราจะเรียกว่าผู้ใหญ่ที่ดีได้รึเปล่าน้าาา)

เมื่อครั้งฉันยัง "วัยเด็ก"
  ยังจำกันได้ สมัยเด็กๆ วันเด็กเคยสนุกกว่านี้ (แน่ละ ก็ตอนนั้นเป็นเด็ก เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่เด็กแล้วนิ ทำผิดอะไรก็ไม่มีใครว่า แค่ดุนิดส์หน่อยก็จบ) นึกไปถึงสมัยที่ เดินสายขอเงินวันเด็กตามบ้านญาติๆ แล้วเอามาซื้อขนมกับของเล่น ... ตอนเด็กผมเคยหนีแม่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน เล่นซนๆ แผลงๆ ก็เยอะ บางครั้งเจ็บตัวกลับมา บางครั้งเกือบเอาชีวิตไม่รอด (ใครมีลูกมีหลานถ้ายังว่ายน้ำไม่เป็น อย่าปล่อยออกไปเล่นน้ำกับเพื่อนนะครับ อย่างผมนี่เกือบจะไม่ได้มานั่งเขียน Blog แล้ว) กลับมาโดนดุบ้าง โดนตีบ้าง แต่ก่อนก็ไม่เข้าใจ โกรธพ่อกับแม่บ้าง พูดจาไม่ดีใส่บ้าง ... แต่พ่อกับแม่ก็ไม่เคยโกรธ (ท่าทางโกรธไปงั้นแหละ แต่จริงๆใจดี) ... วันนี้ต่างออกไปตรงที่ว่า ผมมีลูกแล้ว (ลูกสาวด้วย ซนอีกตะหาก) เลยซึ้งเลยว่าเมื่อก่อน พ่อกับแม่ ทำไมต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชตลอดเวลา ... เพราะอยากให้เราได้ดี อยากให้เราเป็นคนดี ... ใครที่ยังไม่มีครอบครัว(ภรรยา/สามี และลูก) ก็ไม่เป็นไรแต่ขอให้สำนึกไว้ว่า ... ใครที่เลี้ยงดูเรามา กว่าจะมาเป็นวันนี้ ... ใครที่ให้ความหวังและกำลังใจเสมอยามเมื่อเราท้อแท้ ...   ในสายตาของพ่อ แม่ ลูกยังเป็นเด็กน้อยที่น่ารักอยู่เสมอแหละครับ ... อาศัยโอกาสวันเด็ก ทำตัวเป็นเด็กบ้าง กลับบ้านไปอ้อนพ่อกับแม่ ให้เหมือนกับตอนเป็นเด็ก ก็เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันนะครับ ^_^

"วันเด็ก" วันแห่งการให้ และ ได้รับ
    ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่อ่านบทความนี้ ส่วนใหญ่คงเลยวัยเด็กกันทั้งนั้น (ถ้าใครยังเป็นเด็กอยู่ก็ขออภัย) ... เด็กทำให้โลกนี้สดใส สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับทุกคน ในฐานะที่อยู่มาจนเป็นผู้ใหญ่แล้ว (ไม่อยากใช้คำว่า แก่) เราได้ทำอะไรให้เด็กๆบ้าง เพื่อให้รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะนั้นยังคงอยู่ต่อไป ... บางคนเห็นเด็กๆ เดินมาหาวันเด็ก รีบเดินหลบ (มันมาไถเงินอีกละ) ... บางคนวันเด็กอยู่บ้านนั่งบ่นอุบอิบ เซ็งรถติดว่ะวันไรเนี้ย ... แต่บางคนมองต่างออกไป ออกจากบ้านไปช่วยทำกิจกรรม จัดงานวันเด็ก ไม่ว่าจะเป็นกับหมู่บ้าน องค์กร สถานศึกษา จะมากจะน้อย ช่วยออกแรง แจกของ ร้องเพลง ตามศักยภาพของแต่ละคนที่มี (สมัยเรียนผมช่วยจัดงานวันเด็กทุกปี ได้ทำกิจกรรมสนุกๆ ได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ มีความสุขครับ) ... ผมว่ามันจะเป็นสิ่งดีๆ ที่เราทุกคนทำได้ และจะจดจำความรู้สึกดีๆ ของการให้  คนรับก็ดีใจ คนให้ก็ยินดี จะมีอะไรที่ทำได้ง่ายกว่านี้

เมื่อ "เกินวัยเด็ก" ทำตัวยังไงดี
  พวกเราส่วนใหญ๋ก็เกินวัยเด็กกันไปแล้ว(ย้ำจังนะ) หน้าที่ตอนนี้คือต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นพี่ที่ดี พ่อแม่ที่ดี ให้กับคนรุ่นหลัง ... ควรอยู่และเป็นไป ตามวัย และฐานะ (บางคนตัวเป็นผู้ใหญ่ ใจเป็นเด็ก เอาแต่เล่น ไม่รู้จักโต) ... รู้จักสงเคราะห์ และสนับสนุนเด็กน้อยที่ยังขาดโอกาส (การสนับสนุนทุนการศึกษากับเด็กๆ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ได้บุญด้วย) ... ควรแสวงหาความก้าวหน้า สร้างความภาคภููมิใจ ถ้าพ่อแม่ พี่ชาย พี่สาว เป็นแบบอย่างที่ดี ลูกๆ น้องๆ ก็จะภูมิใจและเห็นแบบอย่างที่จะสามารถเจริญรอยตามได้ ...ในฐานะของผู้ใหญ่ (ไม่ถึงขั้นกำนัน หรือนายกก็ทำได้) เราจะทำอะไรให้กับสังคม และประเทศ ของเราบ้าง คิด สร้าง ทำ กระจายความคิดดีๆเหล่านั้นให้กับคนรอบข้าง และเด็กๆ ของพวกเรา เพื่อสังคมของเราจะได้น่าอยู่มากขึ้นและคงไว้ซึ่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันสดใสต่อไป


คิดสิ่งใด ทำสิ่งไหน ขอให้รู้มีคนคอยดูความสำเร็จของคุณอยู่
การเป็นคนดี ต้องได้รับการปลูกฝังจากแบบอย่างที่ดีด้วย

Aj.Bee



วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

"รัก" ไม่ได้ทำให้คนตาบอด

หัวเรื่องอาจดูเหมือนแนววัยรุ่นไปนิดส์ แต่สิ่งที่ผมอย่างจะบอกคือ ความรักในรูปแบบของคนต่อคน คนต่อกลุ่มเพื่อน ต่อสังคม ต่อสิ่งรอบตัว แล้วคุณจะรู้ว่าการที่คุณมีคนที่รัก มีใครให้รัก นั้นสำคัญขนาดไหน

หลายคนต้องการความรักจากคนอื่น โดยที่ไม่เคยให้ความรักกับใครเลย
    คนบางคนเห็นคนอื่นมีแต่คนมารัก มาเอ็นดู แล้วก็มองด้วยความอิจฉา ว่าทำไมไม่มีใครมารักเราบ้าง ทำไมไม่มีใครมาชวนเราคุย ชวนกินข้าว ดูหนัง โดยที่ไมเคยมองตัวเองว่าได้เคยทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่นรึเปล่า ในที่ทำงาน เคยซื้ออะไรไปฝากใครมั้ย เคยชวนใครไปกินข้าวรึเปล่า เคยเสนอตัวช่วยงานใครโดยไม่หวังผลตอบแทนรึเปล่า เคยถามเค้ามั้ยว่าทำไมวันนี้สีหน้าไม่ค่อยดี มีปัญหาอะไรรึเปล่า (ไม่ใช่หาเรื่องนะ คนละอารมณ์กัน) ...ถ้าไม่เคยเลย ก็ไม่แปลกที่ไม่มีใครทัก ...เอ้ยไม่มีใครรัก

หลายคนตัดพ้อต่อโชคชะตาในความรัก แต่ไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนโชคชะตา
   พื้นฐานของความรัก ส่วนใหญ่จะเริ่มจากกายภาพก่อน แล้วเค่อยเริ่มคบหาดูใจกัน ดังนั้นถ้าจะให้มีสาวมาแลก็ควรเริ่มจากการรักตัวเองก่อน ดูแลผมเผ้า การแต่งตัว ความสะอาด รวมถึงกลิ่น... เพราะความประทับใจแรกเจอนั้นสำคัญ ถ้าคุณไม่เคยดูแลตัวเองเลย ก็ไม่แปลกที่สาวจะไม่แล ... เมื่อเริ่มคบหาดูใจ คุณได้ใส่ใจกับคู่ของคุณแล้วรึยัง สีที่ชอบ อาหาร เครื่องดื่มที่ชอบ สถานที่ สัตว์เลี้ยง ครอบครัว ญาติๆ เพราะบางอย่างมันไม่สามารถทำได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว อยู่ที่ความจริงใจ และใส่ใจ ซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นความรักในที่สุด

หลายคนครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า แต่ไม่เคยได้ทานข้าวด้วยกันเลย
   สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรามักไม่ให้ความสำคัญ แต่เมื่อพรากจากจึงค่อยได้คิด ผมดูหลายๆคนที่คนในครอบครัวก็อยู่กันครบนะ แต่พูดกันวันละไม่กี่ประโยค ไม่เคยมีกิจกรรมครอบครัว เหมือนกับพวกเราหลายๆคน ที่ทำงานหรือเรียนอยู่ไกลบ้าน พอกลับบ้านทีก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อน หรือไม่ก็มัวอยู่แต่หน้าคอมพ์ ไม่เคยไปช่วยแม่ทำงานบ้าน ทำกับข้าวด้วยกัน พาไปเที่ยว ท่านเหงา ท่านคิดถึง จะไม่สนองท่านหน่อยเหรอ (กอดท่านบ้างอะไรบ้าง) ... ครั้นพอกลับมาเรียนมาทำงานก็ไม่เคยแม้แต่จะโทรกลับ (หรือบางคนหลงทางหาทางกลับบ้านไม่ถูกเพราะ 2-3 ปีกลับกันที) ในส่วนของเราอาจจะดูว่าไม่สำคัญ แต่สำหรับคนที่รักและเป็นห่วงเราโดยไม่หวังผลตอบแทน การโทรไปหาแค่วันละครั้งคงไม่มากเกินไปนะครับ ^_^

หลายคนใครชวนไปไหน แต่ก็ไม่เคยว่าง
   เจอบ่อย พวกบ้าเรียน บ้างาน บ้าเกมส์ บ้าโลกออนไลน์ ใครชวนไปไหนไม่ค่อยได้ไปกะเค้า จนวันหลังพวกบอกไม่ชวนละ ถึงชวนมันก็ไม่ไป (ซะงั้น) ... การที่เราจะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน มันต้องทำผ่านกิจกรรมถึงจะได้รับความไว้วางใจในระดับที่สูงขึ้น จนกลายเป็นความผูกพันและความรัก ... ถ้าคุณคิดว่าการออกไปทำกิจกรรมกับแฟน เพื่อนๆ ครอบครัว มันทำให้เสียเวลามากนักละก็ ผมขอให้คิดซะใหม่นะครับ บางอย่างทิ้งไว้ซักชั่วโมง สองชั่วโมง แล้วกลับมา ทำมันอาจจะดีกว่าการนั่งจม "ปลัก" (อืมม ประมาณควายติดหล่ม) อยู่กับหน้าจอก็เป็นได้ ทั้งยังได้พบเพื่อนใหม่ๆ คนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ รวมถึงโอกาสใหม่ๆ และแน่นอน ได้ความรักและความไว้วางจากจากเพื่อนๆด้วย

หลายคนคาดหวังการยอมรับ แต่ไม่เคยให้อะไรกับสังคม  
   สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน คุณรู้จักใครในหมู่บ้าน หรือในคอนโดเดียวกันบ้างครับ คำตอบส่วนใหญ๋คือรู้จักไม่เกิน 10 คน บางคนมีงานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ใกล้ๆ บ้านแต่ไม่เคยไปช่วยงาน ... บางคนอยากได้รับเลือกเป็นตัวแทนของหน่วยงานหรือโรงเรียน แต่ไม่เคยทำอะไรให้ กับหน่วยงานเลย ...มองเห็นอะไรรึยังครับ ถ้าคุณไม่เคยให้อะไรกับสังคมเลย (แม้กระทั่งความสนใจและใส่ใจ) มันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างคุณ การให้ความรัก การช่วยเหลือ และการเอาใจใส่ นั้นสำคัญสำหรับการที่จะได้มาซึ่งการยอมรับอย่างจริงใจ

หลายคนไม่พอใจกับสิ่งที่มี อยากได้อยากมีเหมือนคนอื่นเขา ทั้งที่ไม่จำเป็นกับชีวิต
   บางคนบอกดูบ้านโน้นสิ เรียนจบมาก็มีรถขับละ เพื่อนเราได้โทรศัพท์ใหม่ด้วยแค่เรียนให้ได้ A แค่ตัวเดียว (เราเรียนได้ A ตั้ง 4 ตัวไม่เห็นได้ไรเลย) พาลไปถึงโชคชะตา วาสนาโน้น ... ทั้งๆที่ของบางอย่างไม่ได้จำเป็นจริงๆ กับชีวิตเราสักเท่าไหร ไม่มีก็ไม่เห็นตาย (แถมบางทีก็ประหยัดเงินอีกต่างหาก) ... ถ้าอยากรู้ว่าเราโชคดีแค่ไหนถ้าเทียบกับคนที่มีอวัยวะไม่เท่าคุณ(หมายถึงจำนวนแขนขานะครับ อย่าคิดมาก)  มีโอกาสไม่เท่าคุณ จงดีใจเถอะครับถ้าคุณได้อ่านบทความนี้แสดงว่าคุณมีโอกาสมากกว่าคนอีกหลายล้านคน (บางที่ไฟยังไม่เข้า ไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้)


จงสำนึกขอบคุณเถอะครับ ทีคุณยังมีชีวิตอยู่ อยู่โดยไม่ได้ขัดสน ยังมีอวัยวะครบสามสิบสอง กินได้ เดินได้ นอนได้ปกติ มีครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า มีเพื่อนที่รักใคร่ มีคนที่คุณรัก และรักคุณ ขอบคุณโลกใบนี้ที่ยังมีที่ให้เรายืนอยู่ มีอากาศดีๆ ให้เราหายใจ มีฝน ร้อน หนาว ตามฤดูกาล ขอบคุณที่อ่านบทความนี้ ขอบคุณที่จะกลับไปให้ความรักกับสิ่งดีๆ คนดีๆที่อยู่รอบตัวคุณ ขอบคุณครับ

Aj.Bee

ยุคนี้ถ้าไม่ App แบ้วแล้วจะ App อะไรดี??

เจอมาเยอะ เจ็บมาเยอะ (พี่สมจิตเค้า) เขียนโปรแกรมไว้ขึ้นหิ้ง ไม่มีใครใช้ ไม่มีใครโหลด ไม่เว้นแม้กระทั้ง App ใหญ่ๆ ฟีเจอร์เจ๋งๆ คนเขียนก็เทพ concept ก็สุดยอด ทำไมมันขายไม่ออกหว่า (อันนี้น่าคิด เพราะถ้ามันไม่เกี่ยวกับหน้าตาขอคนเขียน มันต้องมีสาเหตุ)

ความแตกต่างระหว่าง Project กับ Product
   ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Application มันแบ่งได้หลายแบบ แต่ถ้าจะให้เกี่ยวเป็นเรื่องเดียวกันผมขอแบบตามที่มาของ Requirement
  • Project  ส่วนใหญ่จะมี requirement ที่ชัดเจน โจทย์มาจากลูกค้า หรือผู้ว่าจ้าง ผู้ใช้จะเป็นเฉพาะกลุ่ม หรือเฉพาะธุรกิจ ที่ต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร หรือปรับปรุงบริการให้กับลูกค้า ตัวอย่างเช่น ระบบ บัญชี , ERP, CRM เป็นต้น
  • Product  เป็นสิ่งที่สร้างจากสมมติฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะอย่างเหมือนกัน แต่โดยมากมาจากการคาดเดาความต้องการ หรือจากการสอบถามความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น พวก App บน Mobile ส่วนใหญ่ที่เปิดให้ download , พวก Software สำเร็จรูป อย่างพวก MS.Office โปแกรมแต่งรูป (ซึ่งบางครั้งมันอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งหมดของคุณ ทำได้อย่างเดียวคือการ update version)
คุณเข้าใจความต้องการของผู้ใช้จริงเหรอ???
    ผมจะไม่พูดเรื่องของ Project นะครับ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นระดับองค์กร และมีทีมงานขนาดใหญ่สำหรับพัฒนาระบบ กลุ่มเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้ว แต่ก็สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้
    ถ้าคุณต้องการสร้าง Product หรือ Application เพื่อที่จะขาย โดยเฉพาะขายให้กับคนหมู่มาก ก็ต้องมามองกลุ่มผู้ใช้ให้ออกก่อนว่าเป็นใคร การใช้งานเป็นรูปแบบส่วนบุคคล กลุ่มคน องค์กร หรือกลุ่มสังคม ซึ่งแต่ละรูปแบบ ก็มีความแตกต่างกันอย่างมาก บางคนคิดแค่ว่าอยากเขียน อยากทำ แต่ไม่รู้ว่าจะมีใครมาใช้ด้วยรึเปล่า นั่งทำไป 2 เดือน โปรแกรมเสร็จ ไม่มีใครเอาไปใช้ (มองในแง่ดีคือได้ประสบการณ์ ... แต่ถ้าได้เงินด้วยมันจะไม่ดีกว่าเหรอ??)
    บางอย่างเราพยายามยัดเยียดเทคโนโลยี ขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อน สีสันที่ดึงดูด ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจริงๆ เพราะมันไม่ได้ช่วยให้ปัญหาของพวกเค้าได้รับการแก้ไข

ปัญหาคืออะไร ทำยังไงถึงจะมีปัญหา
   ถ้าใครที่เรียนสาย Com.Eng หรือ Com.Sci หรือสาขาอื่นๆ ที่ต้องทำ Senior Project ก็จะรับทราบข้อนี้เป็นอย่างดี บางคนคิดแค่ว่าตอนนี้เขียนอะไรได้ ทำอะไรเป็น แล้วค่อยคิดหัวข้อตามนั้น (ใช่แล้วครับ มันเหมือนกับการคิดหัวข้อโปรเจ็คจบนั่นแหละ) ถ้าสิ่งที่เราทำมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆกับชาวโลกเลย ก็เปล่าประโยชน์ที่จะทำ มาลองดูว่าปัญหาอะไรบ้างที่ควรได้รับความสนใจ (แค่ยกตัวอย่างให้ดูนะครับ)
  • ปัญหาส่วนตัว    เช่น บัญชีส่วนบุคคล, รายการที่ต้องทำ, บันทึกประจำวัน 
  • ปัญหาของกลุ่ม เช่น การสื่อสารภายใน, การกำหนดนัดหมาย, การประชุมย่อย
  • ปัญหาองค์กร    เช่น การจัดการบุคคล, สื่อสารองค์กร, ประชาสัมพันธ์, จัดการลูกค้า
  • ปัญหาสังคม      เรียกได้ว่าเป็นปัญหาของคนหมู่มากก็ได้ เช่นการสื่อสาร สิ่งแวดล้อม
   เมือได้ปัญหาแล้วค่อยมาวิะเคราะห์ดูว่า เรามีศักยภาพพอที่จะแก้ปัญหานั้นด้วยโปรแกรมได้หรือไม่ ต้องใช้กำลังและทรัพยากรอะไรบ้าง บางครั้งปัญหาก็อาจจะเกิดจากการแก้ปัญหาก่อนหน้านี้ก็เป็นได้ เช่น

ข้อมูลอยู่คนละที่-> นำมาขึ้น Internet -> สร้างระบบค้นหา (Google)  -> ได้ผลการค้นหาแล้ว ข้อมูลก็ยังเยอะและไม่อยู่ใน 10 อันดับแรกที่เราต้องการ

อีกตัวอย่างหนึ่ง
อยากมีเพื่อนเยอะๆ -> social network -> มีเพื่อนเยอะละ -> อยากกันเพื่อนเป็นกลุ่มๆ
ส่งข้อความธรรมดาไม่สวย -> ระบบ Sticker, Emo -> มี Sticker เยอะเกิน หาไม่เจอ (ฮา)

  วิธีการฝึก ให้พยายามมองทุกอย่างรอบตัวเรา ในแง่มุมของปัญหาที่เกิดขึ้น คิดวิธีแก้ปัญหาหลายๆวิธี เลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และสภาพเศรษฐกิจ เช่น ไปกินข้าวร้านประจำ เอ๊ะทำไมสั่งตั้งนานยังไม่ได้ซักที??? ... รถติดจัง??? ... จะไปทันมั้ยเนี้ย??? ... หรืออาจจะมาจากความไม่สะดวกส่วนตัว เช่น อยากได้ผู้ช่วยเวลาคิดหัวข้อแล้วมันไปค้นแล้วสรุปโดยเทียบกับ profile หรือพฤติกรรมของเรา พร้อมกับดึงข้อมูลทุ้งหมดมาแบ่งเป็นหมวดหมู่มาให้เลย???  มองทุกอย่างให้ลึกถึงปัญหาแล้วหาวิธีแก้อย่างสร้างสรรค์

สนใจชาวโลกบ้างก็ดี เค้าเดือดร้อนอะไรกัน เงินมันมาทีหลัง
   บางครั้งปัญหาที่เราพบก็อาจจะกลายเป็นปัญหาสารธาณะ (ของชาวโลก) ก็เป็นได้ และถ้าคุณมีวิธีแก้ไขที่ดีพอ ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก ถึงเวลาอาจจะกลายเป็นมหาเศรษฐี ชั่วข้ามปี ก็เป็นได้ ตัวอย่าง
  • อยากพูดคุยและแชร์ความรู้สึกกับเพื่อน -> Facebook
  • อยาก chat มันส์ ๆ หรือส่งข้อความโดยไม่ต้องเสียตังค์ -> LINE
  • อยากเก็บข้อมูลแล้วเข้าถึงจากที่ไหนก็ได้ -> Dropbox
  • อยากค้นข้อมูลของทั้งโลก -> Google
  • อยากเพิ่มช่องทางขายหนังสือ -> Amazon
  • อยากแชร์วิดีโอให้ครอบครัวกับเพื่อนๆดู -> Youtube
   ตัวอย่างที่ list มาเป็นบริษัทที่ทำรายได้ต่อปีอยู่ในอันดับต้นๆ รวมถึงบริษัทหน้าใหม่ที่เริ่มจากแนวคิด ความต้องการในการแก้ปัญหา แต่พอดีว่ามันไปตรงกับคืนอื่นๆ อีกหลายล้านคนทั่วโลก บวกกับระบบการทำเงินในลักษณะของการโฆษณา และการแบ่งรายได้ที่ฉลาดขึ้น ทำให้ตอนนี้ นับเงินกันไม่ทันเลยทีเดียว (ตอนเริ่มต้นอย่าเพิ่งไปคิดถึงเรื่องเงิน หรือการยอมรับ เพราะอาจจะทำให้ท้อและล้มเลิกกลางคันได้ ให้ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ เดินอย่างมั่นคงทีละก้าว แล้วความสำเร็จจะตามมาเอง)

ที่ว่าดี นะดีจริงเหร้อออ
   ข้อเสียของ นักพัฒนาส่วนใหญ๋คือการเชื่อมันในตัวเองสูงเกิ้นนน คิดว่าที่ตัวเองคิดนี่ ที่สุดของที่สุดแล้ว จึงละเลยการไปศึกษาของชาวบ้านเค้า ว่าเค้าทำกันไปแล้วรึยัง เค้าแก้ปัญหายังไง กลุ่มผู้ใช้เป็นใคร ถ้าเหมือนกับของเรา เราจะทำให้ดีกว่าเค้าได้ยังไง ซึ่งบางครั้งการพูดคุยกับผู้รู้ กับเพื่อนๆ หรือคนที่อยู่ทั้งในวงการ และนอกวงการ ก็จำเป็น รวมถึงบางครั้งอาจจะต้องมองถึงแหล่งทุน วิธีการสร้างรายได้จากสิ่งที่คุณคิดและทำมันขึ้นมา

ผมจะไม่บอกว่าช่วงนี้ควรทำ App อะไรดี เพราะแต่ละช่วงจังหวะมันไม่เหมือนกัน ที่สำคัญคือการมองล่วงหน้าไปยังอนาคต เกาะกุมช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่สำคัญคือคิดและวิเคราะห์ให้ดี ก่อนที่จะทำ เพราะทุกวินาทีของคุณมีค่า ถ้าเลือกได้ทำของที่มันมีประโยชน์กับชาวโลกเค้าจะดีกว่านะ ^_^

Aj.Bee

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

จับสาย Mobile ค่ายไหนรุ่ง \o/

ส่วนใหญ่สิ่งที่ผมเขียนมักจะมาจากคำถามของคนรอบๆตัว คราวนี้ถึงรอบคำถามยอดฮิตคืองานสาย Mobile Programming เพราะตอนนี้มือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 6 แล้วใครๆ ก็ใช้ Smart Phone (ของผมยังใช้ Smart คนอยู่เลย ฮา) ความเห็นของผม มาจากการอ่าน การพูดคุย วิเคราะห์ สังเคราะห์ ไม่ได้ขอให้เชื่อ แต่ให้ลองนำไปพิจารนาดู จะได้ไม่พลาดโอกาสดีๆ ตกขบวนรถไฟไป

คำถามยอดฮิต เขียนของค่ายไหนดี
    ที่ถามอย่างนี้เพราะปัจจุบันมีอยู่ 3 ค่ายหลักที่กำลังอยู่ในกระแสบ้านเราคือ iOS, Android และ Windows Phone (ส่วนของ BB ผมว่าหลังๆ เงียบถึงเงียบที่สุด) ซึ่งจริงๆ ถ้าไปดูชาวโลกเค้ามันมีมากกว่านี้นะครับ แล้วประชากรส่วนใหญ่ของโลก ก็ไม่ได้มี Smart Phone ครบทุกคน ลองมาวิเคราะห์ ข้อได้เปรียบเสียเปรียบของแต่ละค่ายดู

 iOS (Apple)
   คือเขียนรองรับอุปกรณ์ iDevice ทั้งหมดได้แก่ iPod, iPhone, iPad จุดเด่นของค่ายนี้คือระบบ Eco System ที่เป็นแรงดึงดูดเหล่าสาวกทั้งหลาย และผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็มีกำลังซื้อและพอใจที่จะซื้อ Application อย่างเต็มใจเพื่อแลกกับคุณภาพและความประทับใจในการใช้งาน ตัว Hardware ไม่ต้องพูดถึงเพราะดีอยู่แล้ว(ของเค้าแรงจริง) จุดแข็งอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องของการควบคุมการแสดงผลที่จัดการเรื่อง Multi Screen size และ rotation รวมถึง Gingure ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้นักพัฒนาเหนื่อยน้อยลง
  อุปสรรค์สำหรับการพัฒนาบน platform นี้คือการพัฒนาที่ค่อนข้างเป็นระบบปิด โดยถ้าไม่เสีย $99 เหรียญ (จริงๆ ถือว่าไม่เยอะสำหรับสิ่งที่ได้) ก่อนก็จะไม่สามารถลอง deploy app ลง device จริงได้ แต่พี่ไทยก็มีทางแก้นะ คือการสมัครและใช้ account ร่วมกัน แต่สิ่งที่ยากก็คือการฝ่าด่านอรหันต์กว่าจะเอาแอพฯ ขึ้น App Store ได้บางคนถ้าไม่เคยมาก่อน อาจถึงขั้นน้ำตาหยดเป็นเลือดก็เป็นได้

Android (Google)
  รองรับอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ทั้งหมดโดย hardware หลักในบ้านเราส่วนใหญ่จะเป็น Samsung พวก Galaxy Sx, Galaxy Tab และ Galaxy Note ... ยังไม่พอยังมีของค่ายอื่นๆ รวมถึงของพี่จีนด้วย เรียกว่าเยอะรุ่น คละขนาด ประสิทธิภาพจนลายตากันเลยทีเดียว ... คนใช้ Android ส่วนใหญ่จะเชื่อในเรื่องสังคมของการแบ่งปัน และนิยมของฟรี ... ทำให้นักพัฒนาต้องคิดหนัก ว่าทำยังไงถึงผู้ใช้ถึงจะยอมควักเงินจากกระเป๋าซื้อ App ของตัวเอง ...รวมถึงกลไกในการป้องกันการลง App เถื่อนเองก็ยังมีประสิทธิภาพไม่ดีพอ แต่ด้วยจำนวนผู้ใช้ ที่มากกว่า iOS หลายเท่าก็พอจะถัวเฉลี่ยกันไปได้
  จุดเด่นของการพัฒนาบน platform นี้คือถ้ามีพื้นฐานเดิมจาก Java ก็เริ่มกับ Android ได้ไม่ยาก รวมถึง Community ที่ค่อนข้างเปิด มีพวก Greek ให้ปรึกษาเยอะ ที่สำคัญคือ ทุกอย่างฟรี  รวมถึงระบบสนับสนุนของ Google หลังๆก็เปิด API ให้ใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการพัฒนาด้านของตัว UI เองก็เริ่มจะมีลุ้นและสูสีกับค่ายด้านบน  อีกทั้งนักพัฒนายังสามารถทดสอบ App ของตัวเองบน Hardware จริงโดยที่ไม่ต้องเสียเงิน (ถ้าจะเอาขึ้น Market ค่อยเสียค่าสมัคร  ...อืมม แต่ว่าตัว Emulator นี่ยังอืดๆ อยู่นะ ฮาา)

Windows Phone (Microsoft)
    ถือเป็นน้องใหม่ (จะว่าใหม่ก็ไม่เชิง แต่ของเดิมมันไม่ค่อยรุ่ง) ที่แก้จุดด้อยของตัวเองคือเรื่องของ UI และ Screen Flow และการดึงพันธมิตรร่วมอย่าง Nokia และ HTC เข้ามาทำให้ขยายฐานผู้ใช้ได้อย่างมาก และแล้วแนวคิดของการมองข้ามเรื่องของ Hardware platform ก็เริ่มนำมาใช้ คือเขียนทีเดียวได้ทั้ง Mobile, Tablet, PC รวมไปถึง Big Screeen device (พวก TV จอยักษ์) ทั้งในแง่ของการพัฒนาก็สามารถดึงนักพัฒนาจาก version เดิมขึ้นมาได้ ...จะมีที่ดูแปลกใหม่หน่อยตรงส่วนของการเขียนแบบ JavaScript+HTML5 แต่ก็ถือว่าไม่ใหม่มากสำหรับใครที่อยู่ในวงการอยู่แล้ว
   จุดที่เห็นจะเป็นการบ้านหนักของ MS คือการพยายามดึงนักพัฒนาและสร้างจำนวน Application ให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย ให้เพียงพอที่จะดึงดูดลูกค้าจากค่ายอื่นให้มาลองใช้ดู (แต่เรื่อง Marketing หลังๆรู้สึกพี่แกจะแผ่วๆไปนะ) ถ้าใครเคยลง Windows 8 หรือเล่นพวก Windows Phone (Lumia 920) ก็จะพบว่ามี App หรือ เกมส์ ให้เล่นยังไม่เยอะนัก ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ยังลังเลกันอยู่

สรุปเลือกตัวไหนดี ?? ชักงงละเนี้ย  -_-"
   ถ้าเพิ่งเริ่มเขียน Mobile App ผมแนะนำให้เขียนกับ Android จะง่ายที่สุด เพราะต้นทุนไม่เยอะ รวมถึงเครื่อง Android ที่จะนำมาทดสอบราคาก็ไม่สูงมาก อีกทั้งมีคนเขียนกันเยอะหาที่ปรึกษาได้
   แต่ถ้าเริ่มมองหาตลาดที่จริงจัง กลุ่มผู้ใช้ใน class premium มากขึ้น และคาดหวังกับยอดขาย App ให้เริ่มลงทุนกับ iOS แน่นอนต้องลงทุนกับเครื่อง Mac (หรือไม่งั้นก็จัดเครื่องแรงๆ RAM เยอะๆ มาลง VM ...แต่เชื่อเถอะเขียนบน Mac ลื่นกว่าเยอะ) รวมถึงต้นทุนอีก $99 US ต่อปี (ถ้าได้กลุ่มเพื่อนอาจจะขอแชร์กันได้)
   ส่วนของ Windows Phone ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นตัวที่ไล่หลังมา กลไกในด้านของการ ซื้อขาย รวมถึงฐานผู้ใช้ ยังค่อนข้างคลุมเคลืออยู่มาก แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีในอนาคต (ถ้ามี Hardware เจ๋งๆ ออกมาเยอะๆ อะนะ) ที่สำคัญต้อง Dev บน Windows 8 และใช้ VS.Studio .NET ในการพัฒนา (แต่ถ้าให้เทียบกันตัวนี้ Emulator เร็วสุด ...ถ้าเขียนเป็นแบบ HTML5 +Javascript นะ)

สุดท้าย หากต้องการเก็บฐานลูกค้าทุกกลุ่ม ก็ต้องเขียนมันทั้ง 3 Platform อยู่ดี ...สังเกตุจากค่ายเกมส์ หรือค่าย Mobile App ส่วนใหญ่จะมีให้บริการในทุก Platform และมีตัวช่วยในการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยระบบ Cloud Storage  บางเจ้าที่ลงในระดับที่ไม่ลึกถึง Hardware มากนัก อย่างเช่นการทำ Catalog on mobile , eMagazine ก็จะหันไปใช้ Mobile Web ที่เขียนด้วย HTML5 + jQuery Mobile (หรือ Javascript Framework ค่ายอื่นๆ) ก็เพียงพอแล้ว ถ้าต้องการแปลงให้เป็น Native ก็ค่อยใช้เครื่องมือพวก PhoneGap มาช่วยแปลงอีกที (แต่ยังไงก็ต้องมี Environment ของแต่ละ platform ด้วยอยู่ดี)

สิ่งสำคัญไม่ได้ว่าอยู่บน Platform ไหน ขายได้รึเปล่า
มันอยู่ที่ คุณจะสร้างอะไรให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ใหม่ และแก้ปัญหาของพวกเค้าเหล่านั้นหรือไม่
ถ้ามันแก้ปัญหาของเค้าได้จริง เท่าไหร่ก็ขายได้ครับ

Aj.Bee