และแล้วก็หนี่ไม่พ้น กฏ 7 วัน พอกลับเชียงรายก็ไม่ค่อยได้มีเวลาเขียนเลย วันนี้ถือเป็นวันดีเนื่องจากพรุ่งนี้จะเป็นวันพระราชทานปริญญาบัตร ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่เชียงราย เลยถึงโอกาสกลับมาเขียนอีกรอบ เพื่อเสนอแง่คิดให้กับ ศิษย์รักทุกท่าน ที่ผ่านมาอ่าน
หลังจากผ่านความลำบากยากเข็นของชีวิตปริญาตรี สุข ทุก เศร้า เคร้าน้ำตา ดราม่าบ้าง เฮฮาบ้างตามประสา (ทำงานส่งข้ามคืน, ปั่นโปรเจ็คก่อน present ฯลฯ) ตอนนี้หลายๆคนกำลังดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความสุข ร่วมกับเพื่อนๆ พี่ๆ และครอบครัว ที่มาร่วมแสดงความยินดีครั้งหนึ่งในชีวิต ผมเองในฐานะอาจารย์ที่คอยเฝ้ามองดูพัฒนาการของพวกเราตลอดมาก็พลอยชื่นใจไปด้วย เลยอยากจะฝากข้อคิดและแง่คิดไว้ให้บัณฑิตใหม่ทุกท่านด้วยละกันนะ
สำหรับคนที่ทำงานแล้ว เลือกเดินในสายอาชีพ
ส่วนใหญ่การรับปริญญาจะทำหลังจากจบแล้วประมาณ 1 ปี หลายๆคนคงทำงานกันเป็นหลักแหล่งแล้ว บางคนอาจจะเปลี่ยนที่ทำงานไปหลายที่แล้วก็ได้ สิ่งที่อยากจะบอกคือ "ทำงานครั้งแรกของคุณให้ดีที่สุด แล้วมันจะเป็นใบเบิกทางที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ" หลายคนมองงานที่แรกเป็นทางผ่าน ทดลอง ไม่ใช่ก็เปลี่ยน ... แต่นั่นจะเป็นบททดสอบทั้งในด้าน ความอดทน ความสามารถในการปรับตัว ความสามารถในการเรียนรู้ และการเข้าสังคมคนทำงาน ... ซึ่งไม่มีสอนในห้องเรียน ดังนั้นทำมันให้ดีที่สุด แล้วการสมัครงานที่ใหม่ของคุณจะไม่ต้องใช้ใบ Transcript อีกเลย
สำหรับคนที่เลือกการเรียนต่อ (เป็นอาชีพ)
คงมีหลายเหตุผลที่หลายๆ คนเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาโท สิ่งที่อยากจะบอกคือ "อย่าเรียนอย่างเดียว ให้หาความรู้และประสบการณ์ควบคู่ไปด้วย" เพราะไม่ว่าจบมาแล้วคุณจะเลือกทำงาน หรือไปเป็นอาจารย์ หรือประกอบกิจการส่วนตัว ... เราไม่สามารถใช้แค่สิ่งที่เรียนมาใช้ในการทำงานได้ ... หากเป็นไปได้และไม่เหนื่อยจนเกินไป ให้ลองพยายามหาอย่างอื่นทำไปด้วย เช่นการรับ Job ที่เกี่ยวกับสาขาที่เราเรียน การเข้าไปช่วยงาน Advisor (อาจจะในฐานะผู้ช่วยวิจัย หรือทำงาน project) สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเติมเต็มประสบการณ์ให้กับเราเป็นอย่างดี
อย่าลืม.. งาน กับ การเรียน ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต
ยังมีสิ่งสำคัญอีกมากมาย ที่เราต้องคิดถึงและให้ความสำคัญ ความรัก ครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ผู้มีพระคุณ รวมไปถึงการวางแผนระยะยาวให้กับชีวิต อย่าบ้างาน และบ้าเรียน จนลืมสิ่งเหล่านี้ เพราะถ้าคุณลืมพวกเค้า ... พวกเค้าก็ลืมคุณได้เหมือนกัน ... และสุดท้ายสิ่งที่ทำไปทั้งหมด ผลอาจจะเป็นแค่ความว่างเปล่าก็ได้
ใช้เงินอย่างรู้ค้า รู้จักการเก็บออม และการลงทุน
ผมเจอมาหลายคน ทำงานเป็น 10 ปี ถามดูอีกที มีแต่บ้าน รถ ลูกน้อย และหนี้สินกองโต (จากสิ่งที่ซื้อๆ มา) บางคนยังต้องกลับไปรบกวนพ่อแม่อยู่เลย บางคนมีหน้าที่การงานที่ดี ได้เงินเดือนเยอะมากถ้าเที่ยบกับคนอื่น แต่ก็ยังรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต (ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเก็บเงินได้เกิน 30% ของรายได้ ถ้าตั้งใจจะทำ)... ดังนั้น ผมแนะนำให้เริ่มศึกษา การวางแผนชีวิต และการลงทุนตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่เดือดร้อนครอบครัวในวันข้างหน้า .. เลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวคุณ การเก็บออม การซื้อกองทุน การซื้อหุ้น VI การลงทุนเปิดกิจการ การร่วมทุน การซื้ออสังหาแล้วปล่อยเช่า ... ลองศึกษาให้ดึแล้วคุณจะพบช่องทางที่เหมาะกับคุณเอง ถ้าใครวางแผนเกษียณจากงานที่ต้องทำให้คนอื่น มาทำงานที่เราคิดเองทำเองแล้วละก็ ต้องยิ่งรีบคิดให้หนัก อย่าปล่อยเวลาให้ศูนย์เปล่า เพราะการศึกษาเรื่องการลงทุน คือการลงทุนชนิดหนึ่ง
ชีวิตเท่านั้น สำคัญที่สุด
ถ้าคุณอยากมีชีวิตยาวๆ ควรใส่ใจเรื่องสุขภาพให้มาก หมั่นออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ ทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ไว้เผื่อยามฉุกเฉินจะได้ไม่เดือดร้อนมาก อย่าโหมงานจนเกินควร ใช้ชีวิตให้สมดุลย์ กินบ้าง เที่ยวบ้าง ตามสมควร แล้วชีวิตจะยืนยาว
มีเหลือ ให้เผื่อแผ่
เมื่อคุณมีเหลือแล้ว ให้รู้จักเผื่อแผ่คนอื่นบ้าง แม้สิ่งที่ได้รับกลับมาจะไม่ใช่ชื่อเสียง เงินทอง แต่มันก็เป็นความสุขที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นที่เค้ายังไม่ได้โอกาสเหมือนเรา ... มีเงินเหลือ ก็ให้รู้จักแบ่งปัน ลองดูพวกการบริจาคทุนการศึกษา ให้กับน้องๆ ที่เค้าไม่มีโอกาส ... มีความรู้เหลือ ก็ให้รู้จักเผยแพร่ ความรู้เป็นสิ่งพิเศษ ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ เราจะได้รับมุมมองและแง่คิดใหม่ๆ เสมอเมือเราสอน หรือให้ความรู้ ... พวกพี่ๆ ทีจบไป ทำงานแล้ว อาจจะรวมตัวกันกลับมาให้ความรู้กับน้องๆ เพื่อที่จะได้เดินถูกทาง และสร้างโอกาส
...
ผมรู้สึกดีใจ และภูมิใจ กับทุกคนที่สามารถฟันฝ่า มาจนถึงจุดนี้ได้ ขอให้ช่วงเวลาต่อจากนี้ เป็นช่วงเวลาแห่งโอกาส และการแสวงหา ให้ได้พบกับคนดีๆ สิ่งดีๆ และเจริญยิ่งด้วย สติ ปัญญา และการกระทำครับ
Aj.Bee
วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556
วัยเด็ก วันเด็ก เกินเด็ก
เอานะ เขียนตามเทศกาลกันหน่อย ใกล้วันเด็กกันแล้วหลายๆ คนที่เลยวัยเด็กคงจะหวนคิดถึงตอนที่เป็นเด็กได้ว่ามันสนุกขนาดไหน อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทุกสิ่งสัมพันธ์กัน เด็กในวันนี้ จะต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า (อืมม แล้วพวกเราจะเรียกว่าผู้ใหญ่ที่ดีได้รึเปล่าน้าาา)
เมื่อครั้งฉันยัง "วัยเด็ก"
ยังจำกันได้ สมัยเด็กๆ วันเด็กเคยสนุกกว่านี้ (แน่ละ ก็ตอนนั้นเป็นเด็ก เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่เด็กแล้วนิ ทำผิดอะไรก็ไม่มีใครว่า แค่ดุนิดส์หน่อยก็จบ) นึกไปถึงสมัยที่ เดินสายขอเงินวันเด็กตามบ้านญาติๆ แล้วเอามาซื้อขนมกับของเล่น ... ตอนเด็กผมเคยหนีแม่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน เล่นซนๆ แผลงๆ ก็เยอะ บางครั้งเจ็บตัวกลับมา บางครั้งเกือบเอาชีวิตไม่รอด (ใครมีลูกมีหลานถ้ายังว่ายน้ำไม่เป็น อย่าปล่อยออกไปเล่นน้ำกับเพื่อนนะครับ อย่างผมนี่เกือบจะไม่ได้มานั่งเขียน Blog แล้ว) กลับมาโดนดุบ้าง โดนตีบ้าง แต่ก่อนก็ไม่เข้าใจ โกรธพ่อกับแม่บ้าง พูดจาไม่ดีใส่บ้าง ... แต่พ่อกับแม่ก็ไม่เคยโกรธ (ท่าทางโกรธไปงั้นแหละ แต่จริงๆใจดี) ... วันนี้ต่างออกไปตรงที่ว่า ผมมีลูกแล้ว (ลูกสาวด้วย ซนอีกตะหาก) เลยซึ้งเลยว่าเมื่อก่อน พ่อกับแม่ ทำไมต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชตลอดเวลา ... เพราะอยากให้เราได้ดี อยากให้เราเป็นคนดี ... ใครที่ยังไม่มีครอบครัว(ภรรยา/สามี และลูก) ก็ไม่เป็นไรแต่ขอให้สำนึกไว้ว่า ... ใครที่เลี้ยงดูเรามา กว่าจะมาเป็นวันนี้ ... ใครที่ให้ความหวังและกำลังใจเสมอยามเมื่อเราท้อแท้ ... ในสายตาของพ่อ แม่ ลูกยังเป็นเด็กน้อยที่น่ารักอยู่เสมอแหละครับ ... อาศัยโอกาสวันเด็ก ทำตัวเป็นเด็กบ้าง กลับบ้านไปอ้อนพ่อกับแม่ ให้เหมือนกับตอนเป็นเด็ก ก็เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันนะครับ ^_^
"วันเด็ก" วันแห่งการให้ และ ได้รับ
ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่อ่านบทความนี้ ส่วนใหญ่คงเลยวัยเด็กกันทั้งนั้น (ถ้าใครยังเป็นเด็กอยู่ก็ขออภัย) ... เด็กทำให้โลกนี้สดใส สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับทุกคน ในฐานะที่อยู่มาจนเป็นผู้ใหญ่แล้ว (ไม่อยากใช้คำว่า แก่) เราได้ทำอะไรให้เด็กๆบ้าง เพื่อให้รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะนั้นยังคงอยู่ต่อไป ... บางคนเห็นเด็กๆ เดินมาหาวันเด็ก รีบเดินหลบ (มันมาไถเงินอีกละ) ... บางคนวันเด็กอยู่บ้านนั่งบ่นอุบอิบ เซ็งรถติดว่ะวันไรเนี้ย ... แต่บางคนมองต่างออกไป ออกจากบ้านไปช่วยทำกิจกรรม จัดงานวันเด็ก ไม่ว่าจะเป็นกับหมู่บ้าน องค์กร สถานศึกษา จะมากจะน้อย ช่วยออกแรง แจกของ ร้องเพลง ตามศักยภาพของแต่ละคนที่มี (สมัยเรียนผมช่วยจัดงานวันเด็กทุกปี ได้ทำกิจกรรมสนุกๆ ได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ มีความสุขครับ) ... ผมว่ามันจะเป็นสิ่งดีๆ ที่เราทุกคนทำได้ และจะจดจำความรู้สึกดีๆ ของการให้ คนรับก็ดีใจ คนให้ก็ยินดี จะมีอะไรที่ทำได้ง่ายกว่านี้
เมื่อ "เกินวัยเด็ก" ทำตัวยังไงดี
พวกเราส่วนใหญ๋ก็เกินวัยเด็กกันไปแล้ว(ย้ำจังนะ) หน้าที่ตอนนี้คือต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นพี่ที่ดี พ่อแม่ที่ดี ให้กับคนรุ่นหลัง ... ควรอยู่และเป็นไป ตามวัย และฐานะ (บางคนตัวเป็นผู้ใหญ่ ใจเป็นเด็ก เอาแต่เล่น ไม่รู้จักโต) ... รู้จักสงเคราะห์ และสนับสนุนเด็กน้อยที่ยังขาดโอกาส (การสนับสนุนทุนการศึกษากับเด็กๆ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ได้บุญด้วย) ... ควรแสวงหาความก้าวหน้า สร้างความภาคภููมิใจ ถ้าพ่อแม่ พี่ชาย พี่สาว เป็นแบบอย่างที่ดี ลูกๆ น้องๆ ก็จะภูมิใจและเห็นแบบอย่างที่จะสามารถเจริญรอยตามได้ ...ในฐานะของผู้ใหญ่ (ไม่ถึงขั้นกำนัน หรือนายกก็ทำได้) เราจะทำอะไรให้กับสังคม และประเทศ ของเราบ้าง คิด สร้าง ทำ กระจายความคิดดีๆเหล่านั้นให้กับคนรอบข้าง และเด็กๆ ของพวกเรา เพื่อสังคมของเราจะได้น่าอยู่มากขึ้นและคงไว้ซึ่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันสดใสต่อไป
คิดสิ่งใด ทำสิ่งไหน ขอให้รู้มีคนคอยดูความสำเร็จของคุณอยู่
การเป็นคนดี ต้องได้รับการปลูกฝังจากแบบอย่างที่ดีด้วย
Aj.Bee
เมื่อครั้งฉันยัง "วัยเด็ก"
ยังจำกันได้ สมัยเด็กๆ วันเด็กเคยสนุกกว่านี้ (แน่ละ ก็ตอนนั้นเป็นเด็ก เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่เด็กแล้วนิ ทำผิดอะไรก็ไม่มีใครว่า แค่ดุนิดส์หน่อยก็จบ) นึกไปถึงสมัยที่ เดินสายขอเงินวันเด็กตามบ้านญาติๆ แล้วเอามาซื้อขนมกับของเล่น ... ตอนเด็กผมเคยหนีแม่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน เล่นซนๆ แผลงๆ ก็เยอะ บางครั้งเจ็บตัวกลับมา บางครั้งเกือบเอาชีวิตไม่รอด (ใครมีลูกมีหลานถ้ายังว่ายน้ำไม่เป็น อย่าปล่อยออกไปเล่นน้ำกับเพื่อนนะครับ อย่างผมนี่เกือบจะไม่ได้มานั่งเขียน Blog แล้ว) กลับมาโดนดุบ้าง โดนตีบ้าง แต่ก่อนก็ไม่เข้าใจ โกรธพ่อกับแม่บ้าง พูดจาไม่ดีใส่บ้าง ... แต่พ่อกับแม่ก็ไม่เคยโกรธ (ท่าทางโกรธไปงั้นแหละ แต่จริงๆใจดี) ... วันนี้ต่างออกไปตรงที่ว่า ผมมีลูกแล้ว (ลูกสาวด้วย ซนอีกตะหาก) เลยซึ้งเลยว่าเมื่อก่อน พ่อกับแม่ ทำไมต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชตลอดเวลา ... เพราะอยากให้เราได้ดี อยากให้เราเป็นคนดี ... ใครที่ยังไม่มีครอบครัว(ภรรยา/สามี และลูก) ก็ไม่เป็นไรแต่ขอให้สำนึกไว้ว่า ... ใครที่เลี้ยงดูเรามา กว่าจะมาเป็นวันนี้ ... ใครที่ให้ความหวังและกำลังใจเสมอยามเมื่อเราท้อแท้ ... ในสายตาของพ่อ แม่ ลูกยังเป็นเด็กน้อยที่น่ารักอยู่เสมอแหละครับ ... อาศัยโอกาสวันเด็ก ทำตัวเป็นเด็กบ้าง กลับบ้านไปอ้อนพ่อกับแม่ ให้เหมือนกับตอนเป็นเด็ก ก็เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันนะครับ ^_^
"วันเด็ก" วันแห่งการให้ และ ได้รับ
ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่อ่านบทความนี้ ส่วนใหญ่คงเลยวัยเด็กกันทั้งนั้น (ถ้าใครยังเป็นเด็กอยู่ก็ขออภัย) ... เด็กทำให้โลกนี้สดใส สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับทุกคน ในฐานะที่อยู่มาจนเป็นผู้ใหญ่แล้ว (ไม่อยากใช้คำว่า แก่) เราได้ทำอะไรให้เด็กๆบ้าง เพื่อให้รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะนั้นยังคงอยู่ต่อไป ... บางคนเห็นเด็กๆ เดินมาหาวันเด็ก รีบเดินหลบ (มันมาไถเงินอีกละ) ... บางคนวันเด็กอยู่บ้านนั่งบ่นอุบอิบ เซ็งรถติดว่ะวันไรเนี้ย ... แต่บางคนมองต่างออกไป ออกจากบ้านไปช่วยทำกิจกรรม จัดงานวันเด็ก ไม่ว่าจะเป็นกับหมู่บ้าน องค์กร สถานศึกษา จะมากจะน้อย ช่วยออกแรง แจกของ ร้องเพลง ตามศักยภาพของแต่ละคนที่มี (สมัยเรียนผมช่วยจัดงานวันเด็กทุกปี ได้ทำกิจกรรมสนุกๆ ได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ มีความสุขครับ) ... ผมว่ามันจะเป็นสิ่งดีๆ ที่เราทุกคนทำได้ และจะจดจำความรู้สึกดีๆ ของการให้ คนรับก็ดีใจ คนให้ก็ยินดี จะมีอะไรที่ทำได้ง่ายกว่านี้
เมื่อ "เกินวัยเด็ก" ทำตัวยังไงดี
พวกเราส่วนใหญ๋ก็เกินวัยเด็กกันไปแล้ว(ย้ำจังนะ) หน้าที่ตอนนี้คือต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นพี่ที่ดี พ่อแม่ที่ดี ให้กับคนรุ่นหลัง ... ควรอยู่และเป็นไป ตามวัย และฐานะ (บางคนตัวเป็นผู้ใหญ่ ใจเป็นเด็ก เอาแต่เล่น ไม่รู้จักโต) ... รู้จักสงเคราะห์ และสนับสนุนเด็กน้อยที่ยังขาดโอกาส (การสนับสนุนทุนการศึกษากับเด็กๆ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ได้บุญด้วย) ... ควรแสวงหาความก้าวหน้า สร้างความภาคภููมิใจ ถ้าพ่อแม่ พี่ชาย พี่สาว เป็นแบบอย่างที่ดี ลูกๆ น้องๆ ก็จะภูมิใจและเห็นแบบอย่างที่จะสามารถเจริญรอยตามได้ ...ในฐานะของผู้ใหญ่ (ไม่ถึงขั้นกำนัน หรือนายกก็ทำได้) เราจะทำอะไรให้กับสังคม และประเทศ ของเราบ้าง คิด สร้าง ทำ กระจายความคิดดีๆเหล่านั้นให้กับคนรอบข้าง และเด็กๆ ของพวกเรา เพื่อสังคมของเราจะได้น่าอยู่มากขึ้นและคงไว้ซึ่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันสดใสต่อไป
คิดสิ่งใด ทำสิ่งไหน ขอให้รู้มีคนคอยดูความสำเร็จของคุณอยู่
การเป็นคนดี ต้องได้รับการปลูกฝังจากแบบอย่างที่ดีด้วย
Aj.Bee
วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556
"รัก" ไม่ได้ทำให้คนตาบอด
หัวเรื่องอาจดูเหมือนแนววัยรุ่นไปนิดส์ แต่สิ่งที่ผมอย่างจะบอกคือ ความรักในรูปแบบของคนต่อคน คนต่อกลุ่มเพื่อน ต่อสังคม ต่อสิ่งรอบตัว แล้วคุณจะรู้ว่าการที่คุณมีคนที่รัก มีใครให้รัก นั้นสำคัญขนาดไหน
หลายคนต้องการความรักจากคนอื่น โดยที่ไม่เคยให้ความรักกับใครเลย
คนบางคนเห็นคนอื่นมีแต่คนมารัก มาเอ็นดู แล้วก็มองด้วยความอิจฉา ว่าทำไมไม่มีใครมารักเราบ้าง ทำไมไม่มีใครมาชวนเราคุย ชวนกินข้าว ดูหนัง โดยที่ไมเคยมองตัวเองว่าได้เคยทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่นรึเปล่า ในที่ทำงาน เคยซื้ออะไรไปฝากใครมั้ย เคยชวนใครไปกินข้าวรึเปล่า เคยเสนอตัวช่วยงานใครโดยไม่หวังผลตอบแทนรึเปล่า เคยถามเค้ามั้ยว่าทำไมวันนี้สีหน้าไม่ค่อยดี มีปัญหาอะไรรึเปล่า (ไม่ใช่หาเรื่องนะ คนละอารมณ์กัน) ...ถ้าไม่เคยเลย ก็ไม่แปลกที่ไม่มีใครทัก ...เอ้ยไม่มีใครรัก
หลายคนตัดพ้อต่อโชคชะตาในความรัก แต่ไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนโชคชะตา
พื้นฐานของความรัก ส่วนใหญ่จะเริ่มจากกายภาพก่อน แล้วเค่อยเริ่มคบหาดูใจกัน ดังนั้นถ้าจะให้มีสาวมาแลก็ควรเริ่มจากการรักตัวเองก่อน ดูแลผมเผ้า การแต่งตัว ความสะอาด รวมถึงกลิ่น... เพราะความประทับใจแรกเจอนั้นสำคัญ ถ้าคุณไม่เคยดูแลตัวเองเลย ก็ไม่แปลกที่สาวจะไม่แล ... เมื่อเริ่มคบหาดูใจ คุณได้ใส่ใจกับคู่ของคุณแล้วรึยัง สีที่ชอบ อาหาร เครื่องดื่มที่ชอบ สถานที่ สัตว์เลี้ยง ครอบครัว ญาติๆ เพราะบางอย่างมันไม่สามารถทำได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว อยู่ที่ความจริงใจ และใส่ใจ ซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นความรักในที่สุด
หลายคนครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า แต่ไม่เคยได้ทานข้าวด้วยกันเลย
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรามักไม่ให้ความสำคัญ แต่เมื่อพรากจากจึงค่อยได้คิด ผมดูหลายๆคนที่คนในครอบครัวก็อยู่กันครบนะ แต่พูดกันวันละไม่กี่ประโยค ไม่เคยมีกิจกรรมครอบครัว เหมือนกับพวกเราหลายๆคน ที่ทำงานหรือเรียนอยู่ไกลบ้าน พอกลับบ้านทีก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อน หรือไม่ก็มัวอยู่แต่หน้าคอมพ์ ไม่เคยไปช่วยแม่ทำงานบ้าน ทำกับข้าวด้วยกัน พาไปเที่ยว ท่านเหงา ท่านคิดถึง จะไม่สนองท่านหน่อยเหรอ (กอดท่านบ้างอะไรบ้าง) ... ครั้นพอกลับมาเรียนมาทำงานก็ไม่เคยแม้แต่จะโทรกลับ (หรือบางคนหลงทางหาทางกลับบ้านไม่ถูกเพราะ 2-3 ปีกลับกันที) ในส่วนของเราอาจจะดูว่าไม่สำคัญ แต่สำหรับคนที่รักและเป็นห่วงเราโดยไม่หวังผลตอบแทน การโทรไปหาแค่วันละครั้งคงไม่มากเกินไปนะครับ ^_^
หลายคนใครชวนไปไหน แต่ก็ไม่เคยว่าง
เจอบ่อย พวกบ้าเรียน บ้างาน บ้าเกมส์ บ้าโลกออนไลน์ ใครชวนไปไหนไม่ค่อยได้ไปกะเค้า จนวันหลังพวกบอกไม่ชวนละ ถึงชวนมันก็ไม่ไป (ซะงั้น) ... การที่เราจะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน มันต้องทำผ่านกิจกรรมถึงจะได้รับความไว้วางใจในระดับที่สูงขึ้น จนกลายเป็นความผูกพันและความรัก ... ถ้าคุณคิดว่าการออกไปทำกิจกรรมกับแฟน เพื่อนๆ ครอบครัว มันทำให้เสียเวลามากนักละก็ ผมขอให้คิดซะใหม่นะครับ บางอย่างทิ้งไว้ซักชั่วโมง สองชั่วโมง แล้วกลับมา ทำมันอาจจะดีกว่าการนั่งจม "ปลัก" (อืมม ประมาณควายติดหล่ม) อยู่กับหน้าจอก็เป็นได้ ทั้งยังได้พบเพื่อนใหม่ๆ คนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ รวมถึงโอกาสใหม่ๆ และแน่นอน ได้ความรักและความไว้วางจากจากเพื่อนๆด้วย
หลายคนคาดหวังการยอมรับ แต่ไม่เคยให้อะไรกับสังคม
สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน คุณรู้จักใครในหมู่บ้าน หรือในคอนโดเดียวกันบ้างครับ คำตอบส่วนใหญ๋คือรู้จักไม่เกิน 10 คน บางคนมีงานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ใกล้ๆ บ้านแต่ไม่เคยไปช่วยงาน ... บางคนอยากได้รับเลือกเป็นตัวแทนของหน่วยงานหรือโรงเรียน แต่ไม่เคยทำอะไรให้ กับหน่วยงานเลย ...มองเห็นอะไรรึยังครับ ถ้าคุณไม่เคยให้อะไรกับสังคมเลย (แม้กระทั่งความสนใจและใส่ใจ) มันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างคุณ การให้ความรัก การช่วยเหลือ และการเอาใจใส่ นั้นสำคัญสำหรับการที่จะได้มาซึ่งการยอมรับอย่างจริงใจ
หลายคนไม่พอใจกับสิ่งที่มี อยากได้อยากมีเหมือนคนอื่นเขา ทั้งที่ไม่จำเป็นกับชีวิต
บางคนบอกดูบ้านโน้นสิ เรียนจบมาก็มีรถขับละ เพื่อนเราได้โทรศัพท์ใหม่ด้วยแค่เรียนให้ได้ A แค่ตัวเดียว (เราเรียนได้ A ตั้ง 4 ตัวไม่เห็นได้ไรเลย) พาลไปถึงโชคชะตา วาสนาโน้น ... ทั้งๆที่ของบางอย่างไม่ได้จำเป็นจริงๆ กับชีวิตเราสักเท่าไหร ไม่มีก็ไม่เห็นตาย (แถมบางทีก็ประหยัดเงินอีกต่างหาก) ... ถ้าอยากรู้ว่าเราโชคดีแค่ไหนถ้าเทียบกับคนที่มีอวัยวะไม่เท่าคุณ(หมายถึงจำนวนแขนขานะครับ อย่าคิดมาก) มีโอกาสไม่เท่าคุณ จงดีใจเถอะครับถ้าคุณได้อ่านบทความนี้แสดงว่าคุณมีโอกาสมากกว่าคนอีกหลายล้านคน (บางที่ไฟยังไม่เข้า ไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้)
จงสำนึกขอบคุณเถอะครับ ทีคุณยังมีชีวิตอยู่ อยู่โดยไม่ได้ขัดสน ยังมีอวัยวะครบสามสิบสอง กินได้ เดินได้ นอนได้ปกติ มีครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า มีเพื่อนที่รักใคร่ มีคนที่คุณรัก และรักคุณ ขอบคุณโลกใบนี้ที่ยังมีที่ให้เรายืนอยู่ มีอากาศดีๆ ให้เราหายใจ มีฝน ร้อน หนาว ตามฤดูกาล ขอบคุณที่อ่านบทความนี้ ขอบคุณที่จะกลับไปให้ความรักกับสิ่งดีๆ คนดีๆที่อยู่รอบตัวคุณ ขอบคุณครับ
Aj.Bee
หลายคนต้องการความรักจากคนอื่น โดยที่ไม่เคยให้ความรักกับใครเลย
คนบางคนเห็นคนอื่นมีแต่คนมารัก มาเอ็นดู แล้วก็มองด้วยความอิจฉา ว่าทำไมไม่มีใครมารักเราบ้าง ทำไมไม่มีใครมาชวนเราคุย ชวนกินข้าว ดูหนัง โดยที่ไมเคยมองตัวเองว่าได้เคยทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่นรึเปล่า ในที่ทำงาน เคยซื้ออะไรไปฝากใครมั้ย เคยชวนใครไปกินข้าวรึเปล่า เคยเสนอตัวช่วยงานใครโดยไม่หวังผลตอบแทนรึเปล่า เคยถามเค้ามั้ยว่าทำไมวันนี้สีหน้าไม่ค่อยดี มีปัญหาอะไรรึเปล่า (ไม่ใช่หาเรื่องนะ คนละอารมณ์กัน) ...ถ้าไม่เคยเลย ก็ไม่แปลกที่ไม่มีใครทัก ...เอ้ยไม่มีใครรัก
หลายคนตัดพ้อต่อโชคชะตาในความรัก แต่ไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนโชคชะตา
พื้นฐานของความรัก ส่วนใหญ่จะเริ่มจากกายภาพก่อน แล้วเค่อยเริ่มคบหาดูใจกัน ดังนั้นถ้าจะให้มีสาวมาแลก็ควรเริ่มจากการรักตัวเองก่อน ดูแลผมเผ้า การแต่งตัว ความสะอาด รวมถึงกลิ่น... เพราะความประทับใจแรกเจอนั้นสำคัญ ถ้าคุณไม่เคยดูแลตัวเองเลย ก็ไม่แปลกที่สาวจะไม่แล ... เมื่อเริ่มคบหาดูใจ คุณได้ใส่ใจกับคู่ของคุณแล้วรึยัง สีที่ชอบ อาหาร เครื่องดื่มที่ชอบ สถานที่ สัตว์เลี้ยง ครอบครัว ญาติๆ เพราะบางอย่างมันไม่สามารถทำได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว อยู่ที่ความจริงใจ และใส่ใจ ซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นความรักในที่สุด
หลายคนครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า แต่ไม่เคยได้ทานข้าวด้วยกันเลย
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรามักไม่ให้ความสำคัญ แต่เมื่อพรากจากจึงค่อยได้คิด ผมดูหลายๆคนที่คนในครอบครัวก็อยู่กันครบนะ แต่พูดกันวันละไม่กี่ประโยค ไม่เคยมีกิจกรรมครอบครัว เหมือนกับพวกเราหลายๆคน ที่ทำงานหรือเรียนอยู่ไกลบ้าน พอกลับบ้านทีก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อน หรือไม่ก็มัวอยู่แต่หน้าคอมพ์ ไม่เคยไปช่วยแม่ทำงานบ้าน ทำกับข้าวด้วยกัน พาไปเที่ยว ท่านเหงา ท่านคิดถึง จะไม่สนองท่านหน่อยเหรอ (กอดท่านบ้างอะไรบ้าง) ... ครั้นพอกลับมาเรียนมาทำงานก็ไม่เคยแม้แต่จะโทรกลับ (หรือบางคนหลงทางหาทางกลับบ้านไม่ถูกเพราะ 2-3 ปีกลับกันที) ในส่วนของเราอาจจะดูว่าไม่สำคัญ แต่สำหรับคนที่รักและเป็นห่วงเราโดยไม่หวังผลตอบแทน การโทรไปหาแค่วันละครั้งคงไม่มากเกินไปนะครับ ^_^
หลายคนใครชวนไปไหน แต่ก็ไม่เคยว่าง
เจอบ่อย พวกบ้าเรียน บ้างาน บ้าเกมส์ บ้าโลกออนไลน์ ใครชวนไปไหนไม่ค่อยได้ไปกะเค้า จนวันหลังพวกบอกไม่ชวนละ ถึงชวนมันก็ไม่ไป (ซะงั้น) ... การที่เราจะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน มันต้องทำผ่านกิจกรรมถึงจะได้รับความไว้วางใจในระดับที่สูงขึ้น จนกลายเป็นความผูกพันและความรัก ... ถ้าคุณคิดว่าการออกไปทำกิจกรรมกับแฟน เพื่อนๆ ครอบครัว มันทำให้เสียเวลามากนักละก็ ผมขอให้คิดซะใหม่นะครับ บางอย่างทิ้งไว้ซักชั่วโมง สองชั่วโมง แล้วกลับมา ทำมันอาจจะดีกว่าการนั่งจม "ปลัก" (อืมม ประมาณควายติดหล่ม) อยู่กับหน้าจอก็เป็นได้ ทั้งยังได้พบเพื่อนใหม่ๆ คนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ รวมถึงโอกาสใหม่ๆ และแน่นอน ได้ความรักและความไว้วางจากจากเพื่อนๆด้วย
หลายคนคาดหวังการยอมรับ แต่ไม่เคยให้อะไรกับสังคม
สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน คุณรู้จักใครในหมู่บ้าน หรือในคอนโดเดียวกันบ้างครับ คำตอบส่วนใหญ๋คือรู้จักไม่เกิน 10 คน บางคนมีงานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ใกล้ๆ บ้านแต่ไม่เคยไปช่วยงาน ... บางคนอยากได้รับเลือกเป็นตัวแทนของหน่วยงานหรือโรงเรียน แต่ไม่เคยทำอะไรให้ กับหน่วยงานเลย ...มองเห็นอะไรรึยังครับ ถ้าคุณไม่เคยให้อะไรกับสังคมเลย (แม้กระทั่งความสนใจและใส่ใจ) มันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างคุณ การให้ความรัก การช่วยเหลือ และการเอาใจใส่ นั้นสำคัญสำหรับการที่จะได้มาซึ่งการยอมรับอย่างจริงใจ
หลายคนไม่พอใจกับสิ่งที่มี อยากได้อยากมีเหมือนคนอื่นเขา ทั้งที่ไม่จำเป็นกับชีวิต
บางคนบอกดูบ้านโน้นสิ เรียนจบมาก็มีรถขับละ เพื่อนเราได้โทรศัพท์ใหม่ด้วยแค่เรียนให้ได้ A แค่ตัวเดียว (เราเรียนได้ A ตั้ง 4 ตัวไม่เห็นได้ไรเลย) พาลไปถึงโชคชะตา วาสนาโน้น ... ทั้งๆที่ของบางอย่างไม่ได้จำเป็นจริงๆ กับชีวิตเราสักเท่าไหร ไม่มีก็ไม่เห็นตาย (แถมบางทีก็ประหยัดเงินอีกต่างหาก) ... ถ้าอยากรู้ว่าเราโชคดีแค่ไหนถ้าเทียบกับคนที่มีอวัยวะไม่เท่าคุณ(หมายถึงจำนวนแขนขานะครับ อย่าคิดมาก) มีโอกาสไม่เท่าคุณ จงดีใจเถอะครับถ้าคุณได้อ่านบทความนี้แสดงว่าคุณมีโอกาสมากกว่าคนอีกหลายล้านคน (บางที่ไฟยังไม่เข้า ไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้)
จงสำนึกขอบคุณเถอะครับ ทีคุณยังมีชีวิตอยู่ อยู่โดยไม่ได้ขัดสน ยังมีอวัยวะครบสามสิบสอง กินได้ เดินได้ นอนได้ปกติ มีครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า มีเพื่อนที่รักใคร่ มีคนที่คุณรัก และรักคุณ ขอบคุณโลกใบนี้ที่ยังมีที่ให้เรายืนอยู่ มีอากาศดีๆ ให้เราหายใจ มีฝน ร้อน หนาว ตามฤดูกาล ขอบคุณที่อ่านบทความนี้ ขอบคุณที่จะกลับไปให้ความรักกับสิ่งดีๆ คนดีๆที่อยู่รอบตัวคุณ ขอบคุณครับ
Aj.Bee
ยุคนี้ถ้าไม่ App แบ้วแล้วจะ App อะไรดี??
เจอมาเยอะ เจ็บมาเยอะ (พี่สมจิตเค้า) เขียนโปรแกรมไว้ขึ้นหิ้ง ไม่มีใครใช้ ไม่มีใครโหลด ไม่เว้นแม้กระทั้ง App ใหญ่ๆ ฟีเจอร์เจ๋งๆ คนเขียนก็เทพ concept ก็สุดยอด ทำไมมันขายไม่ออกหว่า (อันนี้น่าคิด เพราะถ้ามันไม่เกี่ยวกับหน้าตาขอคนเขียน มันต้องมีสาเหตุ)
ความแตกต่างระหว่าง Project กับ Product
ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Application มันแบ่งได้หลายแบบ แต่ถ้าจะให้เกี่ยวเป็นเรื่องเดียวกันผมขอแบบตามที่มาของ Requirement
ผมจะไม่พูดเรื่องของ Project นะครับ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นระดับองค์กร และมีทีมงานขนาดใหญ่สำหรับพัฒนาระบบ กลุ่มเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้ว แต่ก็สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้
ถ้าคุณต้องการสร้าง Product หรือ Application เพื่อที่จะขาย โดยเฉพาะขายให้กับคนหมู่มาก ก็ต้องมามองกลุ่มผู้ใช้ให้ออกก่อนว่าเป็นใคร การใช้งานเป็นรูปแบบส่วนบุคคล กลุ่มคน องค์กร หรือกลุ่มสังคม ซึ่งแต่ละรูปแบบ ก็มีความแตกต่างกันอย่างมาก บางคนคิดแค่ว่าอยากเขียน อยากทำ แต่ไม่รู้ว่าจะมีใครมาใช้ด้วยรึเปล่า นั่งทำไป 2 เดือน โปรแกรมเสร็จ ไม่มีใครเอาไปใช้ (มองในแง่ดีคือได้ประสบการณ์ ... แต่ถ้าได้เงินด้วยมันจะไม่ดีกว่าเหรอ??)
บางอย่างเราพยายามยัดเยียดเทคโนโลยี ขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อน สีสันที่ดึงดูด ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจริงๆ เพราะมันไม่ได้ช่วยให้ปัญหาของพวกเค้าได้รับการแก้ไข
ปัญหาคืออะไร ทำยังไงถึงจะมีปัญหา
ถ้าใครที่เรียนสาย Com.Eng หรือ Com.Sci หรือสาขาอื่นๆ ที่ต้องทำ Senior Project ก็จะรับทราบข้อนี้เป็นอย่างดี บางคนคิดแค่ว่าตอนนี้เขียนอะไรได้ ทำอะไรเป็น แล้วค่อยคิดหัวข้อตามนั้น (ใช่แล้วครับ มันเหมือนกับการคิดหัวข้อโปรเจ็คจบนั่นแหละ) ถ้าสิ่งที่เราทำมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆกับชาวโลกเลย ก็เปล่าประโยชน์ที่จะทำ มาลองดูว่าปัญหาอะไรบ้างที่ควรได้รับความสนใจ (แค่ยกตัวอย่างให้ดูนะครับ)
ข้อมูลอยู่คนละที่-> นำมาขึ้น Internet -> สร้างระบบค้นหา (Google) -> ได้ผลการค้นหาแล้ว ข้อมูลก็ยังเยอะและไม่อยู่ใน 10 อันดับแรกที่เราต้องการ
อีกตัวอย่างหนึ่ง
อยากมีเพื่อนเยอะๆ -> social network -> มีเพื่อนเยอะละ -> อยากกันเพื่อนเป็นกลุ่มๆ
ส่งข้อความธรรมดาไม่สวย -> ระบบ Sticker, Emo -> มี Sticker เยอะเกิน หาไม่เจอ (ฮา)
วิธีการฝึก ให้พยายามมองทุกอย่างรอบตัวเรา ในแง่มุมของปัญหาที่เกิดขึ้น คิดวิธีแก้ปัญหาหลายๆวิธี เลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และสภาพเศรษฐกิจ เช่น ไปกินข้าวร้านประจำ เอ๊ะทำไมสั่งตั้งนานยังไม่ได้ซักที??? ... รถติดจัง??? ... จะไปทันมั้ยเนี้ย??? ... หรืออาจจะมาจากความไม่สะดวกส่วนตัว เช่น อยากได้ผู้ช่วยเวลาคิดหัวข้อแล้วมันไปค้นแล้วสรุปโดยเทียบกับ profile หรือพฤติกรรมของเรา พร้อมกับดึงข้อมูลทุ้งหมดมาแบ่งเป็นหมวดหมู่มาให้เลย??? มองทุกอย่างให้ลึกถึงปัญหาแล้วหาวิธีแก้อย่างสร้างสรรค์
สนใจชาวโลกบ้างก็ดี เค้าเดือดร้อนอะไรกัน เงินมันมาทีหลัง
บางครั้งปัญหาที่เราพบก็อาจจะกลายเป็นปัญหาสารธาณะ (ของชาวโลก) ก็เป็นได้ และถ้าคุณมีวิธีแก้ไขที่ดีพอ ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก ถึงเวลาอาจจะกลายเป็นมหาเศรษฐี ชั่วข้ามปี ก็เป็นได้ ตัวอย่าง
ที่ว่าดี นะดีจริงเหร้อออ
ข้อเสียของ นักพัฒนาส่วนใหญ๋คือการเชื่อมันในตัวเองสูงเกิ้นนน คิดว่าที่ตัวเองคิดนี่ ที่สุดของที่สุดแล้ว จึงละเลยการไปศึกษาของชาวบ้านเค้า ว่าเค้าทำกันไปแล้วรึยัง เค้าแก้ปัญหายังไง กลุ่มผู้ใช้เป็นใคร ถ้าเหมือนกับของเรา เราจะทำให้ดีกว่าเค้าได้ยังไง ซึ่งบางครั้งการพูดคุยกับผู้รู้ กับเพื่อนๆ หรือคนที่อยู่ทั้งในวงการ และนอกวงการ ก็จำเป็น รวมถึงบางครั้งอาจจะต้องมองถึงแหล่งทุน วิธีการสร้างรายได้จากสิ่งที่คุณคิดและทำมันขึ้นมา
ผมจะไม่บอกว่าช่วงนี้ควรทำ App อะไรดี เพราะแต่ละช่วงจังหวะมันไม่เหมือนกัน ที่สำคัญคือการมองล่วงหน้าไปยังอนาคต เกาะกุมช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่สำคัญคือคิดและวิเคราะห์ให้ดี ก่อนที่จะทำ เพราะทุกวินาทีของคุณมีค่า ถ้าเลือกได้ทำของที่มันมีประโยชน์กับชาวโลกเค้าจะดีกว่านะ ^_^
Aj.Bee
ความแตกต่างระหว่าง Project กับ Product
ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Application มันแบ่งได้หลายแบบ แต่ถ้าจะให้เกี่ยวเป็นเรื่องเดียวกันผมขอแบบตามที่มาของ Requirement
- Project ส่วนใหญ่จะมี requirement ที่ชัดเจน โจทย์มาจากลูกค้า หรือผู้ว่าจ้าง ผู้ใช้จะเป็นเฉพาะกลุ่ม หรือเฉพาะธุรกิจ ที่ต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร หรือปรับปรุงบริการให้กับลูกค้า ตัวอย่างเช่น ระบบ บัญชี , ERP, CRM เป็นต้น
- Product เป็นสิ่งที่สร้างจากสมมติฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะอย่างเหมือนกัน แต่โดยมากมาจากการคาดเดาความต้องการ หรือจากการสอบถามความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น พวก App บน Mobile ส่วนใหญ่ที่เปิดให้ download , พวก Software สำเร็จรูป อย่างพวก MS.Office โปแกรมแต่งรูป (ซึ่งบางครั้งมันอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งหมดของคุณ ทำได้อย่างเดียวคือการ update version)
ผมจะไม่พูดเรื่องของ Project นะครับ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นระดับองค์กร และมีทีมงานขนาดใหญ่สำหรับพัฒนาระบบ กลุ่มเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้ว แต่ก็สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้
ถ้าคุณต้องการสร้าง Product หรือ Application เพื่อที่จะขาย โดยเฉพาะขายให้กับคนหมู่มาก ก็ต้องมามองกลุ่มผู้ใช้ให้ออกก่อนว่าเป็นใคร การใช้งานเป็นรูปแบบส่วนบุคคล กลุ่มคน องค์กร หรือกลุ่มสังคม ซึ่งแต่ละรูปแบบ ก็มีความแตกต่างกันอย่างมาก บางคนคิดแค่ว่าอยากเขียน อยากทำ แต่ไม่รู้ว่าจะมีใครมาใช้ด้วยรึเปล่า นั่งทำไป 2 เดือน โปรแกรมเสร็จ ไม่มีใครเอาไปใช้ (มองในแง่ดีคือได้ประสบการณ์ ... แต่ถ้าได้เงินด้วยมันจะไม่ดีกว่าเหรอ??)
บางอย่างเราพยายามยัดเยียดเทคโนโลยี ขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อน สีสันที่ดึงดูด ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจริงๆ เพราะมันไม่ได้ช่วยให้ปัญหาของพวกเค้าได้รับการแก้ไข
ปัญหาคืออะไร ทำยังไงถึงจะมีปัญหา
ถ้าใครที่เรียนสาย Com.Eng หรือ Com.Sci หรือสาขาอื่นๆ ที่ต้องทำ Senior Project ก็จะรับทราบข้อนี้เป็นอย่างดี บางคนคิดแค่ว่าตอนนี้เขียนอะไรได้ ทำอะไรเป็น แล้วค่อยคิดหัวข้อตามนั้น (ใช่แล้วครับ มันเหมือนกับการคิดหัวข้อโปรเจ็คจบนั่นแหละ) ถ้าสิ่งที่เราทำมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆกับชาวโลกเลย ก็เปล่าประโยชน์ที่จะทำ มาลองดูว่าปัญหาอะไรบ้างที่ควรได้รับความสนใจ (แค่ยกตัวอย่างให้ดูนะครับ)
- ปัญหาส่วนตัว เช่น บัญชีส่วนบุคคล, รายการที่ต้องทำ, บันทึกประจำวัน
- ปัญหาของกลุ่ม เช่น การสื่อสารภายใน, การกำหนดนัดหมาย, การประชุมย่อย
- ปัญหาองค์กร เช่น การจัดการบุคคล, สื่อสารองค์กร, ประชาสัมพันธ์, จัดการลูกค้า
- ปัญหาสังคม เรียกได้ว่าเป็นปัญหาของคนหมู่มากก็ได้ เช่นการสื่อสาร สิ่งแวดล้อม
ข้อมูลอยู่คนละที่-> นำมาขึ้น Internet -> สร้างระบบค้นหา (Google) -> ได้ผลการค้นหาแล้ว ข้อมูลก็ยังเยอะและไม่อยู่ใน 10 อันดับแรกที่เราต้องการ
อีกตัวอย่างหนึ่ง
อยากมีเพื่อนเยอะๆ -> social network -> มีเพื่อนเยอะละ -> อยากกันเพื่อนเป็นกลุ่มๆ
ส่งข้อความธรรมดาไม่สวย -> ระบบ Sticker, Emo -> มี Sticker เยอะเกิน หาไม่เจอ (ฮา)
วิธีการฝึก ให้พยายามมองทุกอย่างรอบตัวเรา ในแง่มุมของปัญหาที่เกิดขึ้น คิดวิธีแก้ปัญหาหลายๆวิธี เลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และสภาพเศรษฐกิจ เช่น ไปกินข้าวร้านประจำ เอ๊ะทำไมสั่งตั้งนานยังไม่ได้ซักที??? ... รถติดจัง??? ... จะไปทันมั้ยเนี้ย??? ... หรืออาจจะมาจากความไม่สะดวกส่วนตัว เช่น อยากได้ผู้ช่วยเวลาคิดหัวข้อแล้วมันไปค้นแล้วสรุปโดยเทียบกับ profile หรือพฤติกรรมของเรา พร้อมกับดึงข้อมูลทุ้งหมดมาแบ่งเป็นหมวดหมู่มาให้เลย??? มองทุกอย่างให้ลึกถึงปัญหาแล้วหาวิธีแก้อย่างสร้างสรรค์
สนใจชาวโลกบ้างก็ดี เค้าเดือดร้อนอะไรกัน เงินมันมาทีหลัง
บางครั้งปัญหาที่เราพบก็อาจจะกลายเป็นปัญหาสารธาณะ (ของชาวโลก) ก็เป็นได้ และถ้าคุณมีวิธีแก้ไขที่ดีพอ ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก ถึงเวลาอาจจะกลายเป็นมหาเศรษฐี ชั่วข้ามปี ก็เป็นได้ ตัวอย่าง
- อยากพูดคุยและแชร์ความรู้สึกกับเพื่อน -> Facebook
- อยาก chat มันส์ ๆ หรือส่งข้อความโดยไม่ต้องเสียตังค์ -> LINE
- อยากเก็บข้อมูลแล้วเข้าถึงจากที่ไหนก็ได้ -> Dropbox
- อยากค้นข้อมูลของทั้งโลก -> Google
- อยากเพิ่มช่องทางขายหนังสือ -> Amazon
- อยากแชร์วิดีโอให้ครอบครัวกับเพื่อนๆดู -> Youtube
ที่ว่าดี นะดีจริงเหร้อออ
ข้อเสียของ นักพัฒนาส่วนใหญ๋คือการเชื่อมันในตัวเองสูงเกิ้นนน คิดว่าที่ตัวเองคิดนี่ ที่สุดของที่สุดแล้ว จึงละเลยการไปศึกษาของชาวบ้านเค้า ว่าเค้าทำกันไปแล้วรึยัง เค้าแก้ปัญหายังไง กลุ่มผู้ใช้เป็นใคร ถ้าเหมือนกับของเรา เราจะทำให้ดีกว่าเค้าได้ยังไง ซึ่งบางครั้งการพูดคุยกับผู้รู้ กับเพื่อนๆ หรือคนที่อยู่ทั้งในวงการ และนอกวงการ ก็จำเป็น รวมถึงบางครั้งอาจจะต้องมองถึงแหล่งทุน วิธีการสร้างรายได้จากสิ่งที่คุณคิดและทำมันขึ้นมา
ผมจะไม่บอกว่าช่วงนี้ควรทำ App อะไรดี เพราะแต่ละช่วงจังหวะมันไม่เหมือนกัน ที่สำคัญคือการมองล่วงหน้าไปยังอนาคต เกาะกุมช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่สำคัญคือคิดและวิเคราะห์ให้ดี ก่อนที่จะทำ เพราะทุกวินาทีของคุณมีค่า ถ้าเลือกได้ทำของที่มันมีประโยชน์กับชาวโลกเค้าจะดีกว่านะ ^_^
Aj.Bee
วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556
จับสาย Mobile ค่ายไหนรุ่ง \o/
ส่วนใหญ่สิ่งที่ผมเขียนมักจะมาจากคำถามของคนรอบๆตัว คราวนี้ถึงรอบคำถามยอดฮิตคืองานสาย Mobile Programming เพราะตอนนี้มือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 6 แล้วใครๆ ก็ใช้ Smart Phone (ของผมยังใช้ Smart คนอยู่เลย ฮา) ความเห็นของผม มาจากการอ่าน การพูดคุย วิเคราะห์ สังเคราะห์ ไม่ได้ขอให้เชื่อ แต่ให้ลองนำไปพิจารนาดู จะได้ไม่พลาดโอกาสดีๆ ตกขบวนรถไฟไป
คำถามยอดฮิต เขียนของค่ายไหนดี
ที่ถามอย่างนี้เพราะปัจจุบันมีอยู่ 3 ค่ายหลักที่กำลังอยู่ในกระแสบ้านเราคือ iOS, Android และ Windows Phone (ส่วนของ BB ผมว่าหลังๆ เงียบถึงเงียบที่สุด) ซึ่งจริงๆ ถ้าไปดูชาวโลกเค้ามันมีมากกว่านี้นะครับ แล้วประชากรส่วนใหญ่ของโลก ก็ไม่ได้มี Smart Phone ครบทุกคน ลองมาวิเคราะห์ ข้อได้เปรียบเสียเปรียบของแต่ละค่ายดู
iOS (Apple)
คือเขียนรองรับอุปกรณ์ iDevice ทั้งหมดได้แก่ iPod, iPhone, iPad จุดเด่นของค่ายนี้คือระบบ Eco System ที่เป็นแรงดึงดูดเหล่าสาวกทั้งหลาย และผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็มีกำลังซื้อและพอใจที่จะซื้อ Application อย่างเต็มใจเพื่อแลกกับคุณภาพและความประทับใจในการใช้งาน ตัว Hardware ไม่ต้องพูดถึงเพราะดีอยู่แล้ว(ของเค้าแรงจริง) จุดแข็งอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องของการควบคุมการแสดงผลที่จัดการเรื่อง Multi Screen size และ rotation รวมถึง Gingure ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้นักพัฒนาเหนื่อยน้อยลง
อุปสรรค์สำหรับการพัฒนาบน platform นี้คือการพัฒนาที่ค่อนข้างเป็นระบบปิด โดยถ้าไม่เสีย $99 เหรียญ (จริงๆ ถือว่าไม่เยอะสำหรับสิ่งที่ได้) ก่อนก็จะไม่สามารถลอง deploy app ลง device จริงได้ แต่พี่ไทยก็มีทางแก้นะ คือการสมัครและใช้ account ร่วมกัน แต่สิ่งที่ยากก็คือการฝ่าด่านอรหันต์กว่าจะเอาแอพฯ ขึ้น App Store ได้บางคนถ้าไม่เคยมาก่อน อาจถึงขั้นน้ำตาหยดเป็นเลือดก็เป็นได้
Android (Google)
รองรับอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ทั้งหมดโดย hardware หลักในบ้านเราส่วนใหญ่จะเป็น Samsung พวก Galaxy Sx, Galaxy Tab และ Galaxy Note ... ยังไม่พอยังมีของค่ายอื่นๆ รวมถึงของพี่จีนด้วย เรียกว่าเยอะรุ่น คละขนาด ประสิทธิภาพจนลายตากันเลยทีเดียว ... คนใช้ Android ส่วนใหญ่จะเชื่อในเรื่องสังคมของการแบ่งปัน และนิยมของฟรี ... ทำให้นักพัฒนาต้องคิดหนัก ว่าทำยังไงถึงผู้ใช้ถึงจะยอมควักเงินจากกระเป๋าซื้อ App ของตัวเอง ...รวมถึงกลไกในการป้องกันการลง App เถื่อนเองก็ยังมีประสิทธิภาพไม่ดีพอ แต่ด้วยจำนวนผู้ใช้ ที่มากกว่า iOS หลายเท่าก็พอจะถัวเฉลี่ยกันไปได้
จุดเด่นของการพัฒนาบน platform นี้คือถ้ามีพื้นฐานเดิมจาก Java ก็เริ่มกับ Android ได้ไม่ยาก รวมถึง Community ที่ค่อนข้างเปิด มีพวก Greek ให้ปรึกษาเยอะ ที่สำคัญคือ ทุกอย่างฟรี รวมถึงระบบสนับสนุนของ Google หลังๆก็เปิด API ให้ใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการพัฒนาด้านของตัว UI เองก็เริ่มจะมีลุ้นและสูสีกับค่ายด้านบน อีกทั้งนักพัฒนายังสามารถทดสอบ App ของตัวเองบน Hardware จริงโดยที่ไม่ต้องเสียเงิน (ถ้าจะเอาขึ้น Market ค่อยเสียค่าสมัคร ...อืมม แต่ว่าตัว Emulator นี่ยังอืดๆ อยู่นะ ฮาา)
Windows Phone (Microsoft)
ถือเป็นน้องใหม่ (จะว่าใหม่ก็ไม่เชิง แต่ของเดิมมันไม่ค่อยรุ่ง) ที่แก้จุดด้อยของตัวเองคือเรื่องของ UI และ Screen Flow และการดึงพันธมิตรร่วมอย่าง Nokia และ HTC เข้ามาทำให้ขยายฐานผู้ใช้ได้อย่างมาก และแล้วแนวคิดของการมองข้ามเรื่องของ Hardware platform ก็เริ่มนำมาใช้ คือเขียนทีเดียวได้ทั้ง Mobile, Tablet, PC รวมไปถึง Big Screeen device (พวก TV จอยักษ์) ทั้งในแง่ของการพัฒนาก็สามารถดึงนักพัฒนาจาก version เดิมขึ้นมาได้ ...จะมีที่ดูแปลกใหม่หน่อยตรงส่วนของการเขียนแบบ JavaScript+HTML5 แต่ก็ถือว่าไม่ใหม่มากสำหรับใครที่อยู่ในวงการอยู่แล้ว
จุดที่เห็นจะเป็นการบ้านหนักของ MS คือการพยายามดึงนักพัฒนาและสร้างจำนวน Application ให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย ให้เพียงพอที่จะดึงดูดลูกค้าจากค่ายอื่นให้มาลองใช้ดู (แต่เรื่อง Marketing หลังๆรู้สึกพี่แกจะแผ่วๆไปนะ) ถ้าใครเคยลง Windows 8 หรือเล่นพวก Windows Phone (Lumia 920) ก็จะพบว่ามี App หรือ เกมส์ ให้เล่นยังไม่เยอะนัก ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ยังลังเลกันอยู่
สรุปเลือกตัวไหนดี ?? ชักงงละเนี้ย -_-"
ถ้าเพิ่งเริ่มเขียน Mobile App ผมแนะนำให้เขียนกับ Android จะง่ายที่สุด เพราะต้นทุนไม่เยอะ รวมถึงเครื่อง Android ที่จะนำมาทดสอบราคาก็ไม่สูงมาก อีกทั้งมีคนเขียนกันเยอะหาที่ปรึกษาได้
แต่ถ้าเริ่มมองหาตลาดที่จริงจัง กลุ่มผู้ใช้ใน class premium มากขึ้น และคาดหวังกับยอดขาย App ให้เริ่มลงทุนกับ iOS แน่นอนต้องลงทุนกับเครื่อง Mac (หรือไม่งั้นก็จัดเครื่องแรงๆ RAM เยอะๆ มาลง VM ...แต่เชื่อเถอะเขียนบน Mac ลื่นกว่าเยอะ) รวมถึงต้นทุนอีก $99 US ต่อปี (ถ้าได้กลุ่มเพื่อนอาจจะขอแชร์กันได้)
ส่วนของ Windows Phone ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นตัวที่ไล่หลังมา กลไกในด้านของการ ซื้อขาย รวมถึงฐานผู้ใช้ ยังค่อนข้างคลุมเคลืออยู่มาก แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีในอนาคต (ถ้ามี Hardware เจ๋งๆ ออกมาเยอะๆ อะนะ) ที่สำคัญต้อง Dev บน Windows 8 และใช้ VS.Studio .NET ในการพัฒนา (แต่ถ้าให้เทียบกันตัวนี้ Emulator เร็วสุด ...ถ้าเขียนเป็นแบบ HTML5 +Javascript นะ)
สุดท้าย หากต้องการเก็บฐานลูกค้าทุกกลุ่ม ก็ต้องเขียนมันทั้ง 3 Platform อยู่ดี ...สังเกตุจากค่ายเกมส์ หรือค่าย Mobile App ส่วนใหญ่จะมีให้บริการในทุก Platform และมีตัวช่วยในการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยระบบ Cloud Storage บางเจ้าที่ลงในระดับที่ไม่ลึกถึง Hardware มากนัก อย่างเช่นการทำ Catalog on mobile , eMagazine ก็จะหันไปใช้ Mobile Web ที่เขียนด้วย HTML5 + jQuery Mobile (หรือ Javascript Framework ค่ายอื่นๆ) ก็เพียงพอแล้ว ถ้าต้องการแปลงให้เป็น Native ก็ค่อยใช้เครื่องมือพวก PhoneGap มาช่วยแปลงอีกที (แต่ยังไงก็ต้องมี Environment ของแต่ละ platform ด้วยอยู่ดี)
สิ่งสำคัญไม่ได้ว่าอยู่บน Platform ไหน ขายได้รึเปล่า
มันอยู่ที่ คุณจะสร้างอะไรให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ใหม่ และแก้ปัญหาของพวกเค้าเหล่านั้นหรือไม่
ถ้ามันแก้ปัญหาของเค้าได้จริง เท่าไหร่ก็ขายได้ครับ
Aj.Bee
คำถามยอดฮิต เขียนของค่ายไหนดี
ที่ถามอย่างนี้เพราะปัจจุบันมีอยู่ 3 ค่ายหลักที่กำลังอยู่ในกระแสบ้านเราคือ iOS, Android และ Windows Phone (ส่วนของ BB ผมว่าหลังๆ เงียบถึงเงียบที่สุด) ซึ่งจริงๆ ถ้าไปดูชาวโลกเค้ามันมีมากกว่านี้นะครับ แล้วประชากรส่วนใหญ่ของโลก ก็ไม่ได้มี Smart Phone ครบทุกคน ลองมาวิเคราะห์ ข้อได้เปรียบเสียเปรียบของแต่ละค่ายดู
iOS (Apple)
คือเขียนรองรับอุปกรณ์ iDevice ทั้งหมดได้แก่ iPod, iPhone, iPad จุดเด่นของค่ายนี้คือระบบ Eco System ที่เป็นแรงดึงดูดเหล่าสาวกทั้งหลาย และผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็มีกำลังซื้อและพอใจที่จะซื้อ Application อย่างเต็มใจเพื่อแลกกับคุณภาพและความประทับใจในการใช้งาน ตัว Hardware ไม่ต้องพูดถึงเพราะดีอยู่แล้ว(ของเค้าแรงจริง) จุดแข็งอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องของการควบคุมการแสดงผลที่จัดการเรื่อง Multi Screen size และ rotation รวมถึง Gingure ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้นักพัฒนาเหนื่อยน้อยลง
อุปสรรค์สำหรับการพัฒนาบน platform นี้คือการพัฒนาที่ค่อนข้างเป็นระบบปิด โดยถ้าไม่เสีย $99 เหรียญ (จริงๆ ถือว่าไม่เยอะสำหรับสิ่งที่ได้) ก่อนก็จะไม่สามารถลอง deploy app ลง device จริงได้ แต่พี่ไทยก็มีทางแก้นะ คือการสมัครและใช้ account ร่วมกัน แต่สิ่งที่ยากก็คือการฝ่าด่านอรหันต์กว่าจะเอาแอพฯ ขึ้น App Store ได้บางคนถ้าไม่เคยมาก่อน อาจถึงขั้นน้ำตาหยดเป็นเลือดก็เป็นได้
Android (Google)
รองรับอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ทั้งหมดโดย hardware หลักในบ้านเราส่วนใหญ่จะเป็น Samsung พวก Galaxy Sx, Galaxy Tab และ Galaxy Note ... ยังไม่พอยังมีของค่ายอื่นๆ รวมถึงของพี่จีนด้วย เรียกว่าเยอะรุ่น คละขนาด ประสิทธิภาพจนลายตากันเลยทีเดียว ... คนใช้ Android ส่วนใหญ่จะเชื่อในเรื่องสังคมของการแบ่งปัน และนิยมของฟรี ... ทำให้นักพัฒนาต้องคิดหนัก ว่าทำยังไงถึงผู้ใช้ถึงจะยอมควักเงินจากกระเป๋าซื้อ App ของตัวเอง ...รวมถึงกลไกในการป้องกันการลง App เถื่อนเองก็ยังมีประสิทธิภาพไม่ดีพอ แต่ด้วยจำนวนผู้ใช้ ที่มากกว่า iOS หลายเท่าก็พอจะถัวเฉลี่ยกันไปได้
จุดเด่นของการพัฒนาบน platform นี้คือถ้ามีพื้นฐานเดิมจาก Java ก็เริ่มกับ Android ได้ไม่ยาก รวมถึง Community ที่ค่อนข้างเปิด มีพวก Greek ให้ปรึกษาเยอะ ที่สำคัญคือ ทุกอย่างฟรี รวมถึงระบบสนับสนุนของ Google หลังๆก็เปิด API ให้ใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการพัฒนาด้านของตัว UI เองก็เริ่มจะมีลุ้นและสูสีกับค่ายด้านบน อีกทั้งนักพัฒนายังสามารถทดสอบ App ของตัวเองบน Hardware จริงโดยที่ไม่ต้องเสียเงิน (ถ้าจะเอาขึ้น Market ค่อยเสียค่าสมัคร ...อืมม แต่ว่าตัว Emulator นี่ยังอืดๆ อยู่นะ ฮาา)
Windows Phone (Microsoft)
ถือเป็นน้องใหม่ (จะว่าใหม่ก็ไม่เชิง แต่ของเดิมมันไม่ค่อยรุ่ง) ที่แก้จุดด้อยของตัวเองคือเรื่องของ UI และ Screen Flow และการดึงพันธมิตรร่วมอย่าง Nokia และ HTC เข้ามาทำให้ขยายฐานผู้ใช้ได้อย่างมาก และแล้วแนวคิดของการมองข้ามเรื่องของ Hardware platform ก็เริ่มนำมาใช้ คือเขียนทีเดียวได้ทั้ง Mobile, Tablet, PC รวมไปถึง Big Screeen device (พวก TV จอยักษ์) ทั้งในแง่ของการพัฒนาก็สามารถดึงนักพัฒนาจาก version เดิมขึ้นมาได้ ...จะมีที่ดูแปลกใหม่หน่อยตรงส่วนของการเขียนแบบ JavaScript+HTML5 แต่ก็ถือว่าไม่ใหม่มากสำหรับใครที่อยู่ในวงการอยู่แล้ว
จุดที่เห็นจะเป็นการบ้านหนักของ MS คือการพยายามดึงนักพัฒนาและสร้างจำนวน Application ให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย ให้เพียงพอที่จะดึงดูดลูกค้าจากค่ายอื่นให้มาลองใช้ดู (แต่เรื่อง Marketing หลังๆรู้สึกพี่แกจะแผ่วๆไปนะ) ถ้าใครเคยลง Windows 8 หรือเล่นพวก Windows Phone (Lumia 920) ก็จะพบว่ามี App หรือ เกมส์ ให้เล่นยังไม่เยอะนัก ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ยังลังเลกันอยู่
สรุปเลือกตัวไหนดี ?? ชักงงละเนี้ย -_-"
ถ้าเพิ่งเริ่มเขียน Mobile App ผมแนะนำให้เขียนกับ Android จะง่ายที่สุด เพราะต้นทุนไม่เยอะ รวมถึงเครื่อง Android ที่จะนำมาทดสอบราคาก็ไม่สูงมาก อีกทั้งมีคนเขียนกันเยอะหาที่ปรึกษาได้
แต่ถ้าเริ่มมองหาตลาดที่จริงจัง กลุ่มผู้ใช้ใน class premium มากขึ้น และคาดหวังกับยอดขาย App ให้เริ่มลงทุนกับ iOS แน่นอนต้องลงทุนกับเครื่อง Mac (หรือไม่งั้นก็จัดเครื่องแรงๆ RAM เยอะๆ มาลง VM ...แต่เชื่อเถอะเขียนบน Mac ลื่นกว่าเยอะ) รวมถึงต้นทุนอีก $99 US ต่อปี (ถ้าได้กลุ่มเพื่อนอาจจะขอแชร์กันได้)
ส่วนของ Windows Phone ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นตัวที่ไล่หลังมา กลไกในด้านของการ ซื้อขาย รวมถึงฐานผู้ใช้ ยังค่อนข้างคลุมเคลืออยู่มาก แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีในอนาคต (ถ้ามี Hardware เจ๋งๆ ออกมาเยอะๆ อะนะ) ที่สำคัญต้อง Dev บน Windows 8 และใช้ VS.Studio .NET ในการพัฒนา (แต่ถ้าให้เทียบกันตัวนี้ Emulator เร็วสุด ...ถ้าเขียนเป็นแบบ HTML5 +Javascript นะ)
สุดท้าย หากต้องการเก็บฐานลูกค้าทุกกลุ่ม ก็ต้องเขียนมันทั้ง 3 Platform อยู่ดี ...สังเกตุจากค่ายเกมส์ หรือค่าย Mobile App ส่วนใหญ่จะมีให้บริการในทุก Platform และมีตัวช่วยในการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยระบบ Cloud Storage บางเจ้าที่ลงในระดับที่ไม่ลึกถึง Hardware มากนัก อย่างเช่นการทำ Catalog on mobile , eMagazine ก็จะหันไปใช้ Mobile Web ที่เขียนด้วย HTML5 + jQuery Mobile (หรือ Javascript Framework ค่ายอื่นๆ) ก็เพียงพอแล้ว ถ้าต้องการแปลงให้เป็น Native ก็ค่อยใช้เครื่องมือพวก PhoneGap มาช่วยแปลงอีกที (แต่ยังไงก็ต้องมี Environment ของแต่ละ platform ด้วยอยู่ดี)
สิ่งสำคัญไม่ได้ว่าอยู่บน Platform ไหน ขายได้รึเปล่า
มันอยู่ที่ คุณจะสร้างอะไรให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ใหม่ และแก้ปัญหาของพวกเค้าเหล่านั้นหรือไม่
ถ้ามันแก้ปัญหาของเค้าได้จริง เท่าไหร่ก็ขายได้ครับ
Aj.Bee
วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556
งานท่วมหัว ทำตัวยังไงดี
หลายคนเคยถามผมเรื่อง การแบ่งเวลาทำงานในแต่ละวัน เพราะส่วนตัวผมเอง นอกจากเรื่องงานหลัก งานรับ Job งานสอน แล้วยังมีเรื่อง เรียน เรื่องครอบครัว อีก (ไม่พอยังมีเวลามาเขียน Blog อีกนะ) คำถามคือ อยู่ได้ไงเนี้ย บางคนแค่ทำงานอย่างเดียวก็จะตายอยู่แล้ว
เทคนิค ที่ผมใช้มาตลอดคือ
งานที่เราเจออยู่ทุกวัน มีลำดับเร็วช้า หนักเบาแตกต่างกันดังนั้น ควรทำการแบ่งลำดับ และแยกแยะให้ดี ไม่ใช่มีอะไรเข้ามาก็ลุยๆ ทำไปเรื่อยๆ หรือเลือกแต่งานที่ชอบมาก่อน งานยากไว้ทีหลังเป็นต้น เกณท์การตัดสินใจมีดังนี้
สร้างเขื่อนกั้นงาน
งานก็เหมือนกับน้ำป่า ถ้าปล่อยให้ทั้งหมดมาพร้อมกัน คุณคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ดังนั้นเมื่อจัดลำดับได้แล้วก็ให้กรองงานต่างๆ ว่าอันไหนควรทำก่อน หรือหลัง อันไหนที่ต้องทำเองพลาดไม่ได้ อันไหนส่งให้คนอื่นทำได้ รู้จักหาเวลาพักบ้าง อย่าให้คนเค้าว่าทำงานจนเหนื่อยตาย ที่สำคัญคือควรรู้จักปฏิเสธงานบ้าง ถ้าเห็นว่าเราไม่สามารถจะรับทำได้ (ปฏิเสธแบบมีศิลปะหน่อยละกัน ไม่งั้นงานหน้าไม่เกิด) ไม่ใช่อะไรก็รับหมด
กระจายงาน
ปีระมิด ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว และของบางอย่างก็ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเพียงคนเดียว ถ้าคุณมีทีมงาน หรือคนที่คุณไว้วางใจ คุณสามารถที่จะแบ่งภาระงานให้กับเค้าเหล่านั้นได้ (ถ้าเค้ายินดีช่วย) บ่อยครั้งที่เรานึกเกรงอกเกรงใจ แต่ที่จริงคนเหล่านั้นอาจจะยินดีช่วยคุณเพราะเห็นเป็นโอกาสที่จะได้ฝึกฝนและแสดงฝีมือก็เป็นได้ ... ถ้าตอนนี้คุณมองไปรอบตัวแล้วยังไม่เจอใครที่จะสามารถส่งงานไปให้ได้ แสดงว่าคุณต้องเริ่มหาคนมารับการถ่อยทอดทายาดอสูรแล้วหละ การสอนงานอย่างเต็มใจ และติดตามผลของงาน อย่างไว้วางใจ (ไม่ใช่ไปจึ้ทุกขั้นตอนไม่ต่างกับทำเอง) ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผู้ช่วยที่เข้มแข็งในอนาคต
กำหนดเวลาที่เหมาะสม
งานแต่ละอย่างใช้เวลา และความรู้ความสามารถที่แตกต่างกัน เช่น การโทรหาลูกค้า การเช็คเมล์ และตอบเมล์ การวางแผนผลิตภัณฑ์ใหม่ การติดตามงาน เช่นสำหรับผมเช็คเมล์วันละ 2 เวลา คือ 9:30 และ 13:30 นอกจากนั้นอาจจะสมัคร push mail ไว้ด้วยเพื่อที่จะไม่พลาดเมล์สำคัญ ... งานทีต้องออกแบบและวางแผนและใช้ความคิด อาจจะเลือกช่วงเวลาที่มีสมาธิ สติ แจ่มใสที่สุด เช่นช่วงเช้า หรือช่วงค่ำ ซึ่งเวลาที่เหมาะสมของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน
ทำให้เสร็จทีละอย่าง
หลายคนบอกงานเยอะมาก แต่ทำไม่เสร็จซักกะอย่างอย่าไปติดกับดักของความเร่งด่วน ทุกอย่างมีความหนัก-เบา เร็ว-ช้า แตกต่างกัน งานที่มีคนรอควรทำให้เสร็จแล้วส่งต่อไปก่อน งานที่ต้องทำเอกสารหรืออบรมแนะนำวิธีการทำงาน ก็ควรทำให้เสร็จก่อนเพื่อทีมสามารถนำไปทำงานต่อได้ ความสำเร็จชิ้นเล็กๆ จะทำให้เราเกิดความภูมิใจ และมันใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพร้อมที่จะรับงานที่หนักขึ้น ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆได้ ที่สำคัญควรใส่อารมณ์ควมรู้สึกสนุกไปกับมันด้วย
...
คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ ไม่ได้คิดว่าตัวเองกำลังทำงานอยู่ เพราะเค้าสนุกไปกับมัน มองลูกค้าเป็นเพื่อนที่จะเข้าไปพูดคุยกัน งานแต่ละงานก็เหมือนกับเล่นเกมส์ผ่านด่าน เก็บ Level เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่องเงิน หรือตำแหน่ง มันเป็นของลวงตา ถ้าทำได้ดีเดี๋ยวมันมาเอง ^_^
สำหรับผมทุกวันนี้ ก็ไม่ได้คิดว่ากำลังทำงาน เพราะผมสามารถสนุกได้กับทุกสิ่งรอบตัวไปพร้อมๆ กับการทำมันให้สำเร็จไปด้วยได้ ที่สำคัญอย่าลืมคนรอบตัวเรา ครอบครัว ควรให้ความสำคัญไปพร้อมๆ กันด้วย ใช้ชีวิตให้สมดุล์ กันนะครับ
Aj.Bee
เทคนิค ที่ผมใช้มาตลอดคือ
- จัดลำดับของงาน
- สร้างเขื่อนกั้นงาน
- กระจายงาน
- กำหนดเวลาที่เหมาะสม สำหรับแต่ละงาน
- ทำให้เสร็จทีละอย่าง ดีกว่าทำพร้อมกันแต่ไม่เสร็จซักอย่าง
งานที่เราเจออยู่ทุกวัน มีลำดับเร็วช้า หนักเบาแตกต่างกันดังนั้น ควรทำการแบ่งลำดับ และแยกแยะให้ดี ไม่ใช่มีอะไรเข้ามาก็ลุยๆ ทำไปเรื่อยๆ หรือเลือกแต่งานที่ชอบมาก่อน งานยากไว้ทีหลังเป็นต้น เกณท์การตัดสินใจมีดังนี้
- งานเร่งด่วน แต่ ไม่สำคัญ เช่น เพื่อนมาช่วนคุย โทรศัพย์เข้า กิจกรรมที่ชอบ ประชุมที่เราไม่เกี่ยว
- งานเร่งด่วน และสำคัญ เช่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า งานที่ถึงกำหนดเส้นตาย
- งานไม่เร่งด่วน ไม่สำคัญ เช่น งานตอบเมล์ facebook งานรูทีน
- งานไม่เร่งด่วน สำคัญ เช่น งานวางแผน การสร้างเครือข่าย สร้างความสัมพันธ์
สร้างเขื่อนกั้นงาน
งานก็เหมือนกับน้ำป่า ถ้าปล่อยให้ทั้งหมดมาพร้อมกัน คุณคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ดังนั้นเมื่อจัดลำดับได้แล้วก็ให้กรองงานต่างๆ ว่าอันไหนควรทำก่อน หรือหลัง อันไหนที่ต้องทำเองพลาดไม่ได้ อันไหนส่งให้คนอื่นทำได้ รู้จักหาเวลาพักบ้าง อย่าให้คนเค้าว่าทำงานจนเหนื่อยตาย ที่สำคัญคือควรรู้จักปฏิเสธงานบ้าง ถ้าเห็นว่าเราไม่สามารถจะรับทำได้ (ปฏิเสธแบบมีศิลปะหน่อยละกัน ไม่งั้นงานหน้าไม่เกิด) ไม่ใช่อะไรก็รับหมด
กระจายงาน
ปีระมิด ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว และของบางอย่างก็ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเพียงคนเดียว ถ้าคุณมีทีมงาน หรือคนที่คุณไว้วางใจ คุณสามารถที่จะแบ่งภาระงานให้กับเค้าเหล่านั้นได้ (ถ้าเค้ายินดีช่วย) บ่อยครั้งที่เรานึกเกรงอกเกรงใจ แต่ที่จริงคนเหล่านั้นอาจจะยินดีช่วยคุณเพราะเห็นเป็นโอกาสที่จะได้ฝึกฝนและแสดงฝีมือก็เป็นได้ ... ถ้าตอนนี้คุณมองไปรอบตัวแล้วยังไม่เจอใครที่จะสามารถส่งงานไปให้ได้ แสดงว่าคุณต้องเริ่มหาคนมารับการถ่อยทอดทายาดอสูรแล้วหละ การสอนงานอย่างเต็มใจ และติดตามผลของงาน อย่างไว้วางใจ (ไม่ใช่ไปจึ้ทุกขั้นตอนไม่ต่างกับทำเอง) ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผู้ช่วยที่เข้มแข็งในอนาคต
กำหนดเวลาที่เหมาะสม
งานแต่ละอย่างใช้เวลา และความรู้ความสามารถที่แตกต่างกัน เช่น การโทรหาลูกค้า การเช็คเมล์ และตอบเมล์ การวางแผนผลิตภัณฑ์ใหม่ การติดตามงาน เช่นสำหรับผมเช็คเมล์วันละ 2 เวลา คือ 9:30 และ 13:30 นอกจากนั้นอาจจะสมัคร push mail ไว้ด้วยเพื่อที่จะไม่พลาดเมล์สำคัญ ... งานทีต้องออกแบบและวางแผนและใช้ความคิด อาจจะเลือกช่วงเวลาที่มีสมาธิ สติ แจ่มใสที่สุด เช่นช่วงเช้า หรือช่วงค่ำ ซึ่งเวลาที่เหมาะสมของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน
ทำให้เสร็จทีละอย่าง
หลายคนบอกงานเยอะมาก แต่ทำไม่เสร็จซักกะอย่างอย่าไปติดกับดักของความเร่งด่วน ทุกอย่างมีความหนัก-เบา เร็ว-ช้า แตกต่างกัน งานที่มีคนรอควรทำให้เสร็จแล้วส่งต่อไปก่อน งานที่ต้องทำเอกสารหรืออบรมแนะนำวิธีการทำงาน ก็ควรทำให้เสร็จก่อนเพื่อทีมสามารถนำไปทำงานต่อได้ ความสำเร็จชิ้นเล็กๆ จะทำให้เราเกิดความภูมิใจ และมันใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพร้อมที่จะรับงานที่หนักขึ้น ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆได้ ที่สำคัญควรใส่อารมณ์ควมรู้สึกสนุกไปกับมันด้วย
...
คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ ไม่ได้คิดว่าตัวเองกำลังทำงานอยู่ เพราะเค้าสนุกไปกับมัน มองลูกค้าเป็นเพื่อนที่จะเข้าไปพูดคุยกัน งานแต่ละงานก็เหมือนกับเล่นเกมส์ผ่านด่าน เก็บ Level เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่องเงิน หรือตำแหน่ง มันเป็นของลวงตา ถ้าทำได้ดีเดี๋ยวมันมาเอง ^_^
สำหรับผมทุกวันนี้ ก็ไม่ได้คิดว่ากำลังทำงาน เพราะผมสามารถสนุกได้กับทุกสิ่งรอบตัวไปพร้อมๆ กับการทำมันให้สำเร็จไปด้วยได้ ที่สำคัญอย่าลืมคนรอบตัวเรา ครอบครัว ควรให้ความสำคัญไปพร้อมๆ กันด้วย ใช้ชีวิตให้สมดุล์ กันนะครับ
Aj.Bee
Programmer มือใหม่ ทำยังไงให้เป็น lnw ฯ
มาดูกัน ว่าขั้นตอน หรือบันไดสู่การเป็นเทพ Programming (หัวข้อออกเกินจริงไปนิดหนึ่งนะ แต่เพื่อเรียกแขก) จะต้องฝ่าฟันอะไรกันบ้าง
การถูกเรียกว่า "เมพ ขิง ขิง" นั้นไม่ได้มาจากที่เราเรียกตัวเอง มันต้องมาจากการที่คนรอบข้าง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า ให้การยอมรับ และแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ น้ำตา(ไหลเวลามองจอนานๆ T_T) และความพยายาม
พื้นฐานต้องแน่น
ทุกภาษา Programming มีรากฐานเดียวกันคือต้องมี Logic หรือ Algorithm ทุกคนรู้จัก if, else, for, while และ statement เหมือนกัน แต่เขียนอย่างไรให้ให้ทำงานได้เร็วที่สุด ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด (CPU, RAM) ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ความรวดเร็วในการตีความโจทย์ในชีวิตจริง ให้เป็นโปรแกรม
วิธีฝึก เริ่มจากอย่างง่าย ที่ทำกันในห้องเรียนก็ได้ เช่นการ print * ให้เป็นรูป ในรูปแบบต่างๆ การทำงานกับข้อมูล พวก min-max, sorting, searching, scheduling และ indexing พวกนี้เป็นพื้นฐานของโปรแกรมขนาดใหญ่เกือบทุกตัว โดยก่อนที่เราจะ "ถึก" คิดเอง ก็ควรจะลองหาๆ ดูว่าเดี๋ยวนี้เค้ามี Algorithm มาตรฐานที่ใช้ๆ กันอะไรบ้าง ทำงานได้ดีแล้วรึยัง แล้วเอามาปรับใช้ก็ได้
ตัวอย่างเช่น http://www.algosort.com/ หรือหาได้ใน google
เครื่องมือต้องพร้อม
หลายครั้งที่เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการติดตั้ง Enviroment เช่น ติดตั้ง JDK, IDE(เช่น eClipse หรือNetBeans), Web Server, Database Server และอื่นๆ ถ้าอยากเป็นมืออาชีพคุณควรเริ่มทำความรู้จักเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ และหาเวลาทดลอง ลงใช้งาน ปัญหาของการใช้งาน รวมถึงความแตกต่างของเครื่องมือแต่ละตัว ซึ่งควรจะวางแผนการศึกษาให้ชัดเจน โดยดูจาก trend ว่าตัวไหนจะรุ่ง ตัวไหนจะร่วง (คงจะไม่มีใคร อยากใช้ของที่รู้ว่ายังไง อีก 1 ปีต้องเลิกใช้)
วิธีฝึก ลองหา project เล็กๆ ทำที่ใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ แล้วติดตั้ง environment ที่คุณต้องใช้ทั้งหมด ... ถ้าเครื่องมือนั้นๆ ตอนลงมันกระทบกับตัว OS ... ขอแนะนำให้ใช้พวก VM เข้ามาช่วย (ถ้า RAM มีเยอะนะ) อย่างพวก Virtual Box, VM Ware หรือ Virsual PC สำหรับจำลอง Virsual OS จะได้ไม่กระทบกับงานหลัก เมื่อไม่ใช้ก็แค่ปิด VM ที่สำคัญคือ backup ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการเขียน program บางอย่างต้องการ environment ที่พิเศษจริงๆ เช่นการเขียนกับ iOS ต้องใช้ Mac OSX เดี๋ยวนี้เค้ามีให้ load เป็น VM แค่ load มา เปิด (แต่ต้องมีเทคนิค พิเศษในการ unlock vmware นิดหน่อย ใครอยากรู้ก็หลังไมค์ได้)
อ่านเอกสารภาษาอังกฤษเป็น (พวก API Doc กับ tutorial)
เดี๋ยวนี้ชีวิต progammer ง่ายขึ้นจนแทบจะเรียกได้ว่าติดนิสัย ไม่ค่อยเขียนอะไรเองซักเท่าไหร่ เนื่องจากมี API (พวก class library ที่คนอื่นทำไว้ให้แล้ว) เช่น การต่อกับ Network, Database รวมถึงเอกสารสอนการใช้งานแบบ step-by-step โดยแทบจะทำตามก็ใช้ได้เลย ซึ่งถ้าจะทำอะไรที่ยากกว่านั้น ก็ต้องอาศัยการปรับแต่งเล็กน้อย แต่ไม่น่าเชื่อว่าเด็กที่เขียนโปรแกรมเก่งๆ หลายคนกลับมาตายน้ำตื้น คืออ่านเอกสารเหล่านี้ไม่ค่อยเป็น แม้กระทั้ง keyword ที่ใช้ค้นหายังใช้ไม่ถูก
วิธีฝึก หาโจทย์ แล้วดูว่าต้องใช้อะไรเพิ่มเติมบ้าง ค้นหาใน Google (พยายามค้นภาษาอังกฤษ) ไม่ต้องกลัวอ่านไม่ออก เพราะบทความเกี่ยวกับ programming ส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้ความรู้ภาษาอังกฤษ มากนัก และเกิน 50% เป็น code แรกๆ อ่านไม่เข้าใจ ก็ copy code มาทำตามดูก่อน พอทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มชิน และชำนาญขึ้นเรื่อยๆ
อย่าเขียนอย่างเดียว หัดออกแบบไปด้วย
Programmer ส่วนใหญ่มักจะคิดว่า แค่เขียน program อย่างเดียวก็เหนื่อยละ หรือไม่ถนัดในการออกแบบ ทำให้พลาดโอกาสสำคัญๆ ไป อีกทั้งพลาดโอกาสที่จะทำงานให้มันง่ายขึ้น หัดมองวิธีแก้ปัญหา และนำพวก Design Pattern มาใข้เช่นพวก GOF, JEE Pattern, Generic Pattern ดูว่าตัวไหนเหมาะจะใช้กับงานอะไร หาวิธีที่จะทำให้ User ทำงานได้ง่ายขึ้น ระบบทำงานได้เร็วขึ้น ใช้เวลาประมวลผลน้อยลง แก้ไขภายหลังได้ง่ายขึ้น
วิธีฝึก ถ้าเป็น programmer ที่ทำงานอยู่ในทีมอยู่แล้ว สามารถศึกษาจากพวก SRS และ Program Spec ที่ SA ส่งให้เราได้ ลองมาวิเคราะห์ดูว่า ถ้าเป็นเรา Req แบบนี้ จะออกแบบยังไง แต่ถ้าเพิ่งเริ่มหรือทำงานส่วนตัวให้เริ่มจากการลองออกแบบระบบง่ายๆก่อน เช่น ระบบเช่า-ยืม-คืน, ระบบหอพัก, ระบบขายสินค้าหน้าร้าน, ระบบบัญชีขนาดเล็ก ...ถ้าใครมาแนวเกมส์ ก็ให้ลองออกแบบเกมส์เริ่มจากง่ายๆ เช่นเกมบอร์ด พวก tic-tac-to หมากรุก PCMan ก่อนก็ได้
ติดตามข่าวสารและเทคโนโลยี
เคยเจอรึเปล่า คุณลุงบางคนเขียน COBOL มา 15 ปี โดยไม่รู้ภาษาอื่นเลย บางคนเขียนแต่ C หรือ Java อย่างเดียว พออยากจะมาเขียน Mobile แล้วใบ้รับประทาน ในโลกไอที การหยุดนิ่งคือการถอยหลัง หากคุณอยากเป็นผู้รอบรู้ และรู้รอบ ควรต้องติดตามข่าวสาร พิสูจน์ความจริง และนำเสนอในรูปแบบของคุณเอง มีบ่อยครั้งที่ผมถูกถามว่า ถ้างานแบบนี้ จะใช้อะไรดี มีอะไรให้เลือกบ้าง แต่ละตัวแตกต่างกันยังไง ข้อดี ข้อเสีย คืออะไร (การศึกษาควรลงไปถึงต้นกำเนิด เพื่อให้รู้ถึงเหตุผลว่าทำไมถึงตั้งเป็นแบบนั้น)
วิธีฝึก เดี๋ยวนี้ทำได้ไม่ยากแล้ว แค่สมัครรับข่าวไอที หรือแค่หาแอพฯ ที่รับ feed จาก Blog ต่างๆ ถ้าเป็นภาษาไทยก็อย่างเช่น Blognone หรืออื่นๆ ยิ่งอ่านเยอะ อ่านจากหลายแหล่ง ความคิดเราก็จะคมไปด้วย ทำให้สามารถแยกแยะ หาข้อมูลเพิ่มเติม และมีเหตุผลมากขึ้น
รู้แล้วอย่ากั๊ก สอนให้เป็น
สิ่งสำคัญของความสำเร็จคือ การให้ ซึ่งบ้างครั้งมันหมายถึงการแลกเปลี่ยนความรู้กัน คุณอาจจะพบเพื่อนใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ คนรู้จริง ควรถ่ายทอดให้เป็น ถ้ารู้แล้วทำให้คนอื่นรู้ด้วยไม่ได้ ก็ไม่ถือว่ารู้จริง ต้องฝึกการอธิบายสิ่งที่ยาก ให้ง่ายแก่การเข้าใจ บ้างครั้งอาจจะเป็นคนในทีม เพื่อนร่วมงาน รุ่นน้อง แล้วความยอมรับนับถือจะตามมาเอง
วิธีฝึก เริ่มจากการฝึกพูดหรือสอนแบบสั้นๆ ดูก่อน เตรียมข้อมูลสำหรับการนำเสนอ ถ้ามีโอกาสอาจจะลองรับงานเป็น tutor หรือ อาจารย์พิเศษ หรือ Trainner ดู จะทำให้เราเปิดมุมมองและได้ความรู้เพิ่มขึ้นจากสิ่งที่ผู้เรียนถาม หรืออีกทางหนึ่งที่คุณสามารถทำได้เลยคือการเขียน Blog หรือทำ VDO สอนแล้ว upload ลงบน youtube พยายามเผยแพร่สิ่งทีคุณรู้ นอกจากได้บุญแล้ว บางครั้งยังอาจจะได้เงินด้วย
เพียงเท่านี้ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ (ไม่เหนื่อยตายซะก่อน 555) รับรองอีกไม่นานคงมี เทพฯ มาจุติแน่นอน ^_^
Aj.Bee
การถูกเรียกว่า "เมพ ขิง ขิง" นั้นไม่ได้มาจากที่เราเรียกตัวเอง มันต้องมาจากการที่คนรอบข้าง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า ให้การยอมรับ และแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ น้ำตา(ไหลเวลามองจอนานๆ T_T) และความพยายาม
พื้นฐานต้องแน่น
ทุกภาษา Programming มีรากฐานเดียวกันคือต้องมี Logic หรือ Algorithm ทุกคนรู้จัก if, else, for, while และ statement เหมือนกัน แต่เขียนอย่างไรให้ให้ทำงานได้เร็วที่สุด ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด (CPU, RAM) ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ความรวดเร็วในการตีความโจทย์ในชีวิตจริง ให้เป็นโปรแกรม
วิธีฝึก เริ่มจากอย่างง่าย ที่ทำกันในห้องเรียนก็ได้ เช่นการ print * ให้เป็นรูป ในรูปแบบต่างๆ การทำงานกับข้อมูล พวก min-max, sorting, searching, scheduling และ indexing พวกนี้เป็นพื้นฐานของโปรแกรมขนาดใหญ่เกือบทุกตัว โดยก่อนที่เราจะ "ถึก" คิดเอง ก็ควรจะลองหาๆ ดูว่าเดี๋ยวนี้เค้ามี Algorithm มาตรฐานที่ใช้ๆ กันอะไรบ้าง ทำงานได้ดีแล้วรึยัง แล้วเอามาปรับใช้ก็ได้
ตัวอย่างเช่น http://www.algosort.com/ หรือหาได้ใน google
เครื่องมือต้องพร้อม
หลายครั้งที่เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการติดตั้ง Enviroment เช่น ติดตั้ง JDK, IDE(เช่น eClipse หรือNetBeans), Web Server, Database Server และอื่นๆ ถ้าอยากเป็นมืออาชีพคุณควรเริ่มทำความรู้จักเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ และหาเวลาทดลอง ลงใช้งาน ปัญหาของการใช้งาน รวมถึงความแตกต่างของเครื่องมือแต่ละตัว ซึ่งควรจะวางแผนการศึกษาให้ชัดเจน โดยดูจาก trend ว่าตัวไหนจะรุ่ง ตัวไหนจะร่วง (คงจะไม่มีใคร อยากใช้ของที่รู้ว่ายังไง อีก 1 ปีต้องเลิกใช้)
วิธีฝึก ลองหา project เล็กๆ ทำที่ใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ แล้วติดตั้ง environment ที่คุณต้องใช้ทั้งหมด ... ถ้าเครื่องมือนั้นๆ ตอนลงมันกระทบกับตัว OS ... ขอแนะนำให้ใช้พวก VM เข้ามาช่วย (ถ้า RAM มีเยอะนะ) อย่างพวก Virtual Box, VM Ware หรือ Virsual PC สำหรับจำลอง Virsual OS จะได้ไม่กระทบกับงานหลัก เมื่อไม่ใช้ก็แค่ปิด VM ที่สำคัญคือ backup ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการเขียน program บางอย่างต้องการ environment ที่พิเศษจริงๆ เช่นการเขียนกับ iOS ต้องใช้ Mac OSX เดี๋ยวนี้เค้ามีให้ load เป็น VM แค่ load มา เปิด (แต่ต้องมีเทคนิค พิเศษในการ unlock vmware นิดหน่อย ใครอยากรู้ก็หลังไมค์ได้)
อ่านเอกสารภาษาอังกฤษเป็น (พวก API Doc กับ tutorial)
เดี๋ยวนี้ชีวิต progammer ง่ายขึ้นจนแทบจะเรียกได้ว่าติดนิสัย ไม่ค่อยเขียนอะไรเองซักเท่าไหร่ เนื่องจากมี API (พวก class library ที่คนอื่นทำไว้ให้แล้ว) เช่น การต่อกับ Network, Database รวมถึงเอกสารสอนการใช้งานแบบ step-by-step โดยแทบจะทำตามก็ใช้ได้เลย ซึ่งถ้าจะทำอะไรที่ยากกว่านั้น ก็ต้องอาศัยการปรับแต่งเล็กน้อย แต่ไม่น่าเชื่อว่าเด็กที่เขียนโปรแกรมเก่งๆ หลายคนกลับมาตายน้ำตื้น คืออ่านเอกสารเหล่านี้ไม่ค่อยเป็น แม้กระทั้ง keyword ที่ใช้ค้นหายังใช้ไม่ถูก
วิธีฝึก หาโจทย์ แล้วดูว่าต้องใช้อะไรเพิ่มเติมบ้าง ค้นหาใน Google (พยายามค้นภาษาอังกฤษ) ไม่ต้องกลัวอ่านไม่ออก เพราะบทความเกี่ยวกับ programming ส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้ความรู้ภาษาอังกฤษ มากนัก และเกิน 50% เป็น code แรกๆ อ่านไม่เข้าใจ ก็ copy code มาทำตามดูก่อน พอทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มชิน และชำนาญขึ้นเรื่อยๆ
อย่าเขียนอย่างเดียว หัดออกแบบไปด้วย
Programmer ส่วนใหญ่มักจะคิดว่า แค่เขียน program อย่างเดียวก็เหนื่อยละ หรือไม่ถนัดในการออกแบบ ทำให้พลาดโอกาสสำคัญๆ ไป อีกทั้งพลาดโอกาสที่จะทำงานให้มันง่ายขึ้น หัดมองวิธีแก้ปัญหา และนำพวก Design Pattern มาใข้เช่นพวก GOF, JEE Pattern, Generic Pattern ดูว่าตัวไหนเหมาะจะใช้กับงานอะไร หาวิธีที่จะทำให้ User ทำงานได้ง่ายขึ้น ระบบทำงานได้เร็วขึ้น ใช้เวลาประมวลผลน้อยลง แก้ไขภายหลังได้ง่ายขึ้น
วิธีฝึก ถ้าเป็น programmer ที่ทำงานอยู่ในทีมอยู่แล้ว สามารถศึกษาจากพวก SRS และ Program Spec ที่ SA ส่งให้เราได้ ลองมาวิเคราะห์ดูว่า ถ้าเป็นเรา Req แบบนี้ จะออกแบบยังไง แต่ถ้าเพิ่งเริ่มหรือทำงานส่วนตัวให้เริ่มจากการลองออกแบบระบบง่ายๆก่อน เช่น ระบบเช่า-ยืม-คืน, ระบบหอพัก, ระบบขายสินค้าหน้าร้าน, ระบบบัญชีขนาดเล็ก ...ถ้าใครมาแนวเกมส์ ก็ให้ลองออกแบบเกมส์เริ่มจากง่ายๆ เช่นเกมบอร์ด พวก tic-tac-to หมากรุก PCMan ก่อนก็ได้
ติดตามข่าวสารและเทคโนโลยี
เคยเจอรึเปล่า คุณลุงบางคนเขียน COBOL มา 15 ปี โดยไม่รู้ภาษาอื่นเลย บางคนเขียนแต่ C หรือ Java อย่างเดียว พออยากจะมาเขียน Mobile แล้วใบ้รับประทาน ในโลกไอที การหยุดนิ่งคือการถอยหลัง หากคุณอยากเป็นผู้รอบรู้ และรู้รอบ ควรต้องติดตามข่าวสาร พิสูจน์ความจริง และนำเสนอในรูปแบบของคุณเอง มีบ่อยครั้งที่ผมถูกถามว่า ถ้างานแบบนี้ จะใช้อะไรดี มีอะไรให้เลือกบ้าง แต่ละตัวแตกต่างกันยังไง ข้อดี ข้อเสีย คืออะไร (การศึกษาควรลงไปถึงต้นกำเนิด เพื่อให้รู้ถึงเหตุผลว่าทำไมถึงตั้งเป็นแบบนั้น)
วิธีฝึก เดี๋ยวนี้ทำได้ไม่ยากแล้ว แค่สมัครรับข่าวไอที หรือแค่หาแอพฯ ที่รับ feed จาก Blog ต่างๆ ถ้าเป็นภาษาไทยก็อย่างเช่น Blognone หรืออื่นๆ ยิ่งอ่านเยอะ อ่านจากหลายแหล่ง ความคิดเราก็จะคมไปด้วย ทำให้สามารถแยกแยะ หาข้อมูลเพิ่มเติม และมีเหตุผลมากขึ้น
รู้แล้วอย่ากั๊ก สอนให้เป็น
สิ่งสำคัญของความสำเร็จคือ การให้ ซึ่งบ้างครั้งมันหมายถึงการแลกเปลี่ยนความรู้กัน คุณอาจจะพบเพื่อนใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ คนรู้จริง ควรถ่ายทอดให้เป็น ถ้ารู้แล้วทำให้คนอื่นรู้ด้วยไม่ได้ ก็ไม่ถือว่ารู้จริง ต้องฝึกการอธิบายสิ่งที่ยาก ให้ง่ายแก่การเข้าใจ บ้างครั้งอาจจะเป็นคนในทีม เพื่อนร่วมงาน รุ่นน้อง แล้วความยอมรับนับถือจะตามมาเอง
วิธีฝึก เริ่มจากการฝึกพูดหรือสอนแบบสั้นๆ ดูก่อน เตรียมข้อมูลสำหรับการนำเสนอ ถ้ามีโอกาสอาจจะลองรับงานเป็น tutor หรือ อาจารย์พิเศษ หรือ Trainner ดู จะทำให้เราเปิดมุมมองและได้ความรู้เพิ่มขึ้นจากสิ่งที่ผู้เรียนถาม หรืออีกทางหนึ่งที่คุณสามารถทำได้เลยคือการเขียน Blog หรือทำ VDO สอนแล้ว upload ลงบน youtube พยายามเผยแพร่สิ่งทีคุณรู้ นอกจากได้บุญแล้ว บางครั้งยังอาจจะได้เงินด้วย
เพียงเท่านี้ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ (ไม่เหนื่อยตายซะก่อน 555) รับรองอีกไม่นานคงมี เทพฯ มาจุติแน่นอน ^_^
Aj.Bee
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)